ครม. เคาะเดินหน้า “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ต่ออีก 2 เดือน (ต.ค.-พ.ย. 69) หลังยอดใช้วันที่ 22 ก.ย. ทะลุ 827.9 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 4 เดือน ช่วยลดค่าครองชีพ
สำนักนายกรัฐมนตรี เผยยอดใช้จ่ายโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ประจำวันที่ 22 ก.ย. 69 พุ่งทะลุ 827.9 ล้านบาท ทำสถิติสูงที่สุดของวันที่ 22 ในรอบ 4 เดือนนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน ชี้แม้เข้าสู่ปลายเดือนแต่ประชาชนยังคงใช้สิทธิอย่างคึกคัก ขณะที่ ครม. ไฟเขียวลุยต่อโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”(เพิ่มเติม) ตั้งแต่ 1 ตุลาคม ถึง 30 พฤศจิกายน 2569 หวังช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและอัดฉีดเม็ดเงินหมุนเวียนสู่ร้านค้ารายย่อยท่ามกลางสถานการณ์พลังงาน
ยอดใช้จ่ายวันที่ 22 ก.ย. สูงสุดในรอบ 4 เดือน สะท้อนกำลังซื้อคึกคัก
วันนี้ (23 ก.ย. 69) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ว่า มาตรการดังกล่าวยังคงได้รับความนิยมอย่างสูงจากประชาชนทั่วประเทศ โดยมีการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่องและมีเม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างเห็นได้ชัด
จากข้อมูลรายงานล่าสุด เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 มียอดการใช้จ่ายผ่านโครงการรวมทั้งสิ้น 827.9 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นตัวเลขการใช้จ่ายเฉพาะของ “วันที่ 22” ที่สูงที่สุดในรอบ 4 เดือน หรือนับตั้งแต่เริ่มเดือนมิถุนายน 2569 เป็นต้นมา
เมื่อนำยอดใช้จ่ายของวันที่ 22 กันยายน มาเปรียบเทียบกับยอดใช้จ่ายของวันที่ 22 ในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา ได้แก่ เดือนมิถุนายน กรกฎาคม และสิงหาคม ซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 760.8 ล้านบาทต่อวัน จะพบว่ายอดการใช้จ่ายของวันที่ 22 กันยายน ปรับตัวสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 67.1 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 8.8%
พฤติกรรมผู้ใช้สิทธิสะท้อนเม็ดเงินหมุนเวียนถึงร้านค้ารายย่อยโดยตรง
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุเพิ่มเติมว่า ตัวเลขการใช้จ่ายในครั้งนี้มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจาก พฤติกรรมการใช้สิทธิของประชาชนตามปกติ โดยทั่วไปแล้ว ประชาชนมักจะมีการจับจ่ายใช้สอยและใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส อย่างหนาแน่นในช่วง 1–2 สัปดาห์แรกของเดือน ก่อนที่ปริมาณการใช้จ่ายจะค่อยๆ ชะลอตัวลงในช่วงปลายเดือน
อย่างไรก็ตาม ยอดใช้จ่ายในวันที่ 22 กันยายน ซึ่งถือว่าก้าวเข้าสู่ช่วงปลายเดือนแล้ว กลับมียอดการใช้งานที่เร่งตัวสูงขึ้นกว่าวันเดียวกันของทั้ง 3 เดือนก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนยังคงมีการใช้สิทธิอย่างต่อเนื่องเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
“แม้เข้าสู่ช่วงปลายเดือน แต่ยอดใช้จ่ายวันที่ 22 กันยายนยังอยู่ที่ 827.9 ล้านบาท และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของวันที่ 22 ในช่วง 3 เดือนก่อนหน้าประมาณ 8.8% ถือเป็นสัญญาณว่าประชาชนยังคงใช้โครงการในการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ขณะเดียวกันเม็ดเงินก็ถูกส่งต่อไปยังร้านค้าและผู้ประกอบการรายย่อยโดยตรง” นางสาวลลิดา กล่าว
ครม. อนุมัติเดินหน้า “ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” ต่อนาน 2 เดือน
เพื่อเป็นการรักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจและตอกย้ำความสำเร็จของมาตรการช่วยเหลือประชาชน เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)” อย่างเป็นทางการ เพื่อเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประชาชนยังต้องแบกรับผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานและค่าครองชีพ
สำหรับรายละเอียดของโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม) มีกรอบระยะเวลาและเงื่อนไขการดำเนินงาน ดังนี้
- ระยะเวลาโครงการ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2569 (รวมระยะเวลา 2 เดือน)
- สัดส่วนการสนับสนุน ภาครัฐร่วมจ่าย 60% และประชาชนจ่าย 40%
- วงเงินช่วยเหลือต่อวัน: ม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน
- วงเงินช่วยเหลือสูงสุด ไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ
ต่อเติมกำลังซื้อฐานราก บรรเทาผลกระทบวิกฤตพลังงาน
นางสาวลลิดา กล่าวเน้นย้ำถึงวัตถุประสงค์ในการขยายโครงการว่า การขับเคลื่อนมาตรการต่ออีก 2 เดือนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเชื่อมโยงและต่อยอดกำลังซื้อของประชาชน ไม่ให้เกิดการตึงตัวในภาวะที่ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านพลังงาน
การที่ภาครัฐเข้ามาช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่ายในสัดส่วน 60% จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันของประชาชนได้อย่างตรงจุด ในขณะเดียวกัน เม็ดเงินจากโครงการจะกระจายเข้าสู่ระบบร้านค้าโชห่วย ร้านค้าชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) โดยตรง ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มสภาพคล่องและสร้างรายได้หมุนเวียนในระดับท้องถิ่น
“ตัวเลขการใช้จ่ายล่าสุดแสดงให้เห็นว่า ไทยช่วยไทย พลัส ยังเป็นมาตรการที่ประชาชนใช้จริง เงินลงถึงร้านค้าจริง การต่อโครงการในช่วงเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนจึงเป็นการรักษาแรงส่งของกำลังซื้อ และช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงไปถึงเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่อง” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุป
รัฐบาลยืนยันพร้อมเดินหน้ามาตรการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์ถึงมือประชาชนและผู้ประกอบการอย่างแท้จริง ช่วยประคับประคองและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างเข้มแข็งในภาวะวิกฤต





