ครม.อนุมัติ 4.3 หมื่นล้าน จากเงินกู้ต่ออายุไทยช่วยไทยพลัส 2 เดือน คนละ 1,000 บาท เติมเงินบัตรสวัสดิการอีกคนละ 700 บาทในเดือน ต.ค. “เอกนิติ” คาดหนุน GDP โตตามเป้า 2.5%
KEY POINTS
- ครม. มีมติเห็นชอบต่ออายุมาตรการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ออกไปอีก 2 เดือน (ต.ค.-พ.ย. 69) และเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพจากวิกฤตราคาพลังงาน
- รัฐบาลมั่นใจว่าการขยายมาตรการดังกล่าวจะช่วยพยุงเศรษฐกิจ และผลักดันให้ GDP ในปี 2569 ขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ 2.5%
- การดำเนินมาตรการครั้งนี้ใช้งบประมาณคงเหลือจาก พ.ร.ก. เงินกู้เดิมจำนวน 43,000 ล้านบาท โดยไม่มีการกู้เงินใหม่ เพื่อเป็นการรักษาวินัยทางการคลัง
ผลกระทบวิกฤติราคาพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลางมีแนวโน้มยืดเยื้อ ทำให้รัฐบาลขยายอายุมาตรการไทยช่วยไทยพลัสออกไปอีก 2 เดือน และเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 1 เดือน
ขณะที่ไทยช่วยไทยพลัสที่อุดหนุนเงินให้ประชาชนเดือนละ 1,000 บาท ตั้งแต่ มิ.ย.-ก.ย.2569 รวม 4 เดือน มีผู้เข้าร่วมโครงการ 26.04 ล้านคน รวมยอดการใช้จ่ายถึงวันที่ 21 ก.ย.2569 รวม 164,470 ล้านบาท แบ่งเป็นรัฐช่วยจ่าย 94,553 ล้านบาท และส่วนของประชาชน 69,917 ล้านบาท
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ครม.เห็นชอบต่อมาตรการไทยช่วยไทยพลัส และการเพิ่มวงเงินช่วยเหลือแก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อบรรเทาค่าครองชีพจากผลกระทบวิกฤติราคาพลังงานที่เกิดจากสงครามในตะวันออกกลางที่ปะทุใหม่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ น้ำมันดีเซล และน้ำมันเบนซินในตลาดโลกสูงขึ้น
นอกจากนี้ไทยต้องเผชิญคลื่นวิกฤติเศรษฐกิจ 3 ระลอก ได้แก่ราคาพลังงาน กำลังซื้อ ค่าครองชีพและเงินเฟ้อ โดยล่าสุดอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.5% และดัชนีราคาผู้ผลิตสูงขึ้นเกือบ 10%
ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือที่ ครม.อนุมัติการเพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลา ดังนี้
1.รัฐบาลเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มอีก 700 บาท จากเดิม 300 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เพื่อประคองค่าครองชีพเดือน ต.ค.2569 พร้อมเปิดการทบทวนสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป โดยขยายกรอบรองรับจากเดิม 13.1 ล้านคน เป็น 14-14.5 ล้านคน
2.โครงการไทยช่วยไทยพลัสเพิ่มวงเงินช่วยเหลืออีก 1,000 บาท และขยายเวลาออกไป 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.-30 พ.ย.2569 หลังมีข้อมูลใช้จ่ายช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ประชาชนบางส่วนใช้วงเงินไม่หมด
รวมทั้งปรับกลุ่มเป้าหมายไทยช่วยไทยพลัส จากเดิม 26 ล้านคน โดยพบผู้ได้รับสิทธิ์ย้ายไปอยู่กลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1 ล้านคน จึงเหลือกลุ่มเดิม 25 ล้านคน และได้เปิดรับกลุ่มตกหล่นเพิ่ม 7.5 ล้านคน รวมเป็น 32.5 ล้านคน เมื่อรวมผู้ได้รับสิทธิ์ทั้ง 2 โครงการจะดูแลประชาชน 47 ล้านคน
“มาตรการทั้งหมดใช้วงเงินกู้เดิมเยียวยาประชาชนที่คงเหลือ 44,000 ล้านบาท โดยจะใช้เงิน 43,000 ล้านบาท และไม่ตั้งงบประมาณใหม่หรือดึงจากวงเงินกู้ส่วนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 200,000 ล้านบาท เพราะไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานเพื่อลดพึ่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินำเข้า ซึ่งส่วนนี้จะเข้าสู่กรอบการกำกับจ่ายภายในสิ้นเดือน ก.ย.นี้”นายเอกนิติ กล่าว
- “ไทยช่วยไทย”หนุน GDP ทั้งปี 2.5%
นายเอกนิติ กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสมีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและลดภาระประชาชน โดยทำให้เงินเฟ้อไตรมาส 2 ที่อยู่ระดับสูงสุด 2.9% ต่ำกว่าหลายประเทศที่สูงถึง 5-7% ก่อนทยอยลดลง
นอกจากนี้ การออก พ.ร.ก.กู้เงินได้เร็วช่วยพยุงกำลังซื้อและผลักดัน GDP ขยายตัว โดยช่วงที่ต่ออายุมาตรการ 2 เดือน ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่ม 0.1-0.2% และช่วยเศรษฐกิจปี 2569 ขยายตัวเพิ่ม 0.4% จึงมั่นใจ GDP ปีนี้ จะขยายตัว 2.5% ตามที่คาดการณ์
สำหรับโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส ได้หารือนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยเดิมจะนำไปใช้ปี 2570 ซึ่งอาจใช้แหล่งเงินจากวงเงินกู้หรืองบประมาณกลาง
- คลังยืนยันไม่โอนงบเงินกู้ก้อน2 มาแจก
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงการคลังให้ความสำคัญสูงสุดกับการรักษาวินัยการเงินการคลัง โดยการขับเคลื่อนโครงการในครั้งนี้เป็นการใช้วงเงินงบประมาณคงเหลือ 44,000 ล้านบาทเศษ จากแผนงานส่วนที่ 1 ของ พ.ร.ก.กู้เงิน ที่แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนละ 200,000 ล้านบาท และงบประมาณที่นำมาใช้เยียวยามาจากวงเงินส่วนแรกเท่านั้น ไม่โอนเงินจากส่วนที่ 2
ทั้งนี้โครงการไทยช่วยไทยพลัสเพิ่มไม่มีสาเหตุจากงบประมาณเหลือ แต่เกิดจากเศรษฐกิจต่างประเทศ และความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับมารุนแรงขึ้นทำให้ราคาน้ำมันดิบทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ประกอบกับโครงการช่วยเหลือเดิมจะสิ้นสุดเดือน ก.ย.2569 รัฐบาลจึงต้องดูแลบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนต่อเนื่อง
สำหรับแนวทางดูแลประชาชนจะเน้นกระจายความช่วยเหลือทั่วถึงทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เริ่มใช้สิทธิ์รอบใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2569 โดยนำฐานข้อมูลเดิมมาตรวจสอบซ้ำด้วยหลักเกณฑ์ใหม่ พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ทุกหมู่บ้านเพื่อเก็บตกกลุ่มชายขอบที่อาจตกสำรวจ เพื่อขยายให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายเพิ่มขึ้น
- “ฟิทซ์”ชี้ไทยรับมือวิกฤติได้ดี
“การดำเนินโครงการเกือบ 4 เดือนที่ผ่านมา อธิบายได้ชัดเจนตามหลักวิทยาศาสตร์ช่วยดันตัวชี้วัดเศรษฐกิจให้เติบโตเพิ่มขึ้น 0.38% นอกจากนี้ได้สอดแทรกการนำเทคโนโลยี AI มายกระดับศักยภาพร้านค้าในการบริหารจัดการธุรกิจมีประสิทธิภาพ เช่น การทำบัญชี การบริหารจัดการสต็อกสินค้า และการช่วยให้ร้านค้าเข้าถึงสินเชื่อได้สะดวกขึ้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน”
นายลวรณ กล่าวว่า สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ “Fitch Ratings” ได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือเศรษฐกิจไทยจาก Negative (ลบ) เป็น Stable (มีเสถียรภาพ) เนื่องจากมองว่าไทยสามารถบริหารจัดการและรับมือวิกฤติพลังงานได้มีประสิทธิภาพจึงปรับมุมมองแนวโน้มความน่าเชื่อถือของไทยขึ้น ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการรักษาวินัยการเงินการคลังเคร่งครัด
- ปรับเกณ์บัตรสวัสดิการเอื้อรายได้น้อย
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ครม.เห็นชอบทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยการเติมเงินกลุ่มเปราะบางที่รัฐบาลเตรียมเติมให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกลุ่มเปราะบาง 1,000 บาท ในเดือน ต.ค.2569 จากผู้ลงทะเบียนทั้งหมด มีผู้ผ่านเกณฑ์รอบแรก 9.5 ล้านราย และขอทบทวนสิทธิ์อีก 5 ล้านราย
ทั้งนี้ ครม.เห็นชอบปรับเกณฑ์เพื่อลดผลกระทบแก่ผู้เดือดร้อนจริง ดังนี้
1.นักเรียน/นักศึกษา ยกเว้นผู้อยู่ในโครงการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาชนบท และผู้เรียนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้ (กศน./กสกร.)
2.ผู้ถือหุ้น/กรรมการ ยกเว้นผู้มีชื่อในวิสาหกิจเพื่อสังคมและวิสาหกิจชุมชน
3.ผู้ถือตราสารหนี้และหุ้น ยกเว้นให้ผู้ที่ไม่เคยมีธุรกรรมซื้อขาย หรือมีมูลค่ารวมไม่เกิน 5,000 บาท
4.ผู้ถือกรรมสิทธิยานพาหนะ ยกเว้นรถจักรยานยนต์อายุไม่เกิน 15 ปี รวมถึงรถยนต์หรือรถพ่วงการเกษตรอายุเกิน 20 ปี โดยแยกกลุ่มรถมูลค่าสูงและรถสะสมออกจากรถใช้งานทั่วไป
ส่วนกลุ่มเป้าหมายโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่มีกลุ่มเป้าหมายเดิม กลุ่มเป้าหมายเดิม 25 ล้านคน (ปรับไปรับบัตรสวัสดิการ 1 ล้านคน) จะประกาศผลทบทวนสิทธิ์วันที่ 30 ก.ย.2569 โดยผู้ได้สิทธิ์โครงการ 60-40 จะได้รับขยายเวลาใช้สิทธิ์เพิ่ม 2 เดือน (ต.ค.-พ.ย.)
ทั้งนี้เนื่องจากสถิติ 3 เดือนที่ผ่านมาพบมีผู้ใช้สิทธิ์ใช้เงินไม่หมด 51% เนื่องจากเน้นซื้ออาหารและเครื่องดื่มประจำเป็นหลัก พร้อมเปิดให้ร้านค้าลงทะเบียนเพิ่มได้ถึงสิ้นเดือน พ.ย.2569 และเชื่อมระบบร้านค้าในแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ให้รองรับผู้ถือบัตรสวัสดิการได้ด้วย
- AI ช่วยร้านค้าเพิ่มยอดขาย
นายเอกนิติ กล่าวว่า จากการหารือภาคเอกชนและแพลตฟอร์ม Food Delivery พบการนำ AI มาช่วยฝึกทักษะการขายทำให้ร้านค้าที่เข้าร่วมมียอดขายเพิ่มขึ้น 60-70% และแม้จบโครงการแล้วร้านค้ามีรายได้เติบโตต่อเนื่อง 10-20% ซึ่งเปรียบเสมือนการมอบเบ็ดตกปลาให้ประชาชนสร้างรายได้ยั่งยืน
ทั้งนี้รัฐบาลจัดเตรียมสินเชื่อผ่านธนาคารรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน โดยมีบรรษัทบริหารบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ช่วยค้ำประกัน โดยร้านค้าใช้ข้อมูลยอดขายจากแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ที่มีระบบ AI ช่วยสรุป ยื่นขอสินเชื่อได้ทันที โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อดึงร้านค้าออกจากการกู้หนี้นอกระบบ
- บสย.หนุนสินเชื่อนาโนพลัส
นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป ของ บสย. กล่าวว่า “โครงการค้ำประกันสินเชื่อนาโนพลัส (Nano Plus)” จะช่วยสร้างโอกาสผ่านช่องทางการเงินที่เข้าถึงได้ง่าย มีหลักเกณฑ์การพิจารณายืดหยุ่น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเงินทุนไม่สูงมากเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการค้าขาย ตั้งแต่หลักพันบาทขึ้นไป
ทั้งนี้ เริ่มจากการที่ บสย.เข้าไปช่วยดูดซับความเสี่ยงด้าน Credit Cost และเพิ่มโอกาสด้านเครดิต โดยมีวงเงินค้ำประกันสินเชื่อ 2,000 ล้านบาท เริ่มต้นในเฟสแรก 500 ล้านบาท ระยะเวลาค้ำประกันสั้นไม่เกิน 4 ปี และใช้เครื่องมือ บสย.เครดิตสกอริ่ง (TCG Score) สำหรับคนตัวเล็กในการบริหารความเสี่ยง
โดยโครงการคาดว่าจะช่วย SME ได้รับสินเชื่อกว่า 100,000 ราย เฉลี่ยรายละ 20,000 บาท รักษาการจ้างงาน 146,000 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการค้ำประกันได้มากกว่า 9,860 ล้านบาท โดยชู 3 จุดเด่น ได้แก่ วงเงินค้ำประกันสินเชื่อ เริ่มต้น 5,000 บาท สูงสุด 50,000 บาท ต่อราย
ส่วนระยะเวลาค้ำประกันสินเชื่อ สูงสุด 4 ปี ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกันตลอด 4 ปี (คิดค่าธรรมเนียมตามระดับความเสี่ยง Risk-based Pricing โดยสถาบันการเงิน และ Non-Bank ช่วยออกให้) และ บสย. ช่วยชดเชย NPL สูงสุด 5%
นายสิทธิกร กล่าวด้วยว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน และความตึงเครียดในตะวันออกกลาง สร้างผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น และกำลังซื้อผู้บริโภคที่ชะลอตัว โดยกระทบต่อผู้ประกอบการ SMEs ทำให้คนตัวเล็กต้องเผชิญกับปัญหาสภาพคล่อง และเงินทุนหมุนเวียนที่ไม่เพียงพอ สะท้อนจากสินเชื่อ SME ที่หดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 16 ติดต่อกัน
สิ่งนี้กลายเป็นโจทย์หลักของภาครัฐในการปลดล็อกสภาพคล่องให้กับ SMEs รายย่อย หรือ Micro SME ได้แก่ กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า และกลุ่มอาชีพอิสระ ที่ประสบปัญหาในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ





