สทนช. เตือนมรสุมระลอกใหม่ 23-27 ก.ย. ฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ เช็กปริมาณน้ำ 4 เขื่อนหลักเจ้าพระยา และเตือนท้ายเขื่อนระวังน้ำสูงขึ้น
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) รายงานสรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศไทย ประจำวันที่ 22 กันยายน 2569 พร้อมออกประกาศฉบับที่ 5/2569 แจ้งเตือนประชาชนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ให้เตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักถึงหนักมาก ความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำล้นตลิ่ง ในช่วงวันที่ 22-26 กันยายน 2569 นี้ จากอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่จะเคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศไทย
สรุปปริมาณฝนสูงสุดรายภาค (ข้อมูล ณ วันที่ 22 ก.ย. 66)
จากสถิติฝนตกสะสมรายภาคในรอบวันที่ผ่านมา พบว่าหลายจังหวัดมี ปริมาณฝนตกสะสม สูงสุดในแต่ละภูมิภาค ดังนี้
- ภาคเหนือ : จ.สุโขทัย วัดปริมาณฝนได้ 117 มิลลิเมตร
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จ.นครราชสีมา วัดปริมาณฝนได้ 93 มิลลิเมตร
- ภาคกลาง : จ.ปทุมธานี วัดปริมาณฝนได้ 76 มิลลิเมตร
- ภาคตะวันออก : จ.ปราจีนบุรี วัดปริมาณฝนได้ 174 มิลลิเมตร (สูงสุดในประเทศ)
- ภาคตะวันตก : จ.กาญจนบุรี วัดปริมาณฝนได้ 51 มิลลิเมตร
- ภาคใต้ : จ.นราธิวาส วัดปริมาณฝนได้ 59 มิลลิเมตร
สภาพอากาศและแนวโน้มคาดการณ์ฝนตกหนัก (23 – 27 ก.ย. 69)
สถานการณ์วันนี้ (22 ก.ย. 69)
พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนล่าง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันออก ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง เนื่องจากมวลอากาศเย็นหรือบริเวณความกดอากาศสูงที่เคยปกคลุมภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนเริ่มมีกำลังอ่อนลง ขณะที่ร่องมรสุมยังคงพาดผ่านภาคกลางและภาคตะวันออก เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย
คาดการณ์แนวโน้มสภาพอากาศ (23 – 27 ก.ย. 69)
พื้นที่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ จะมีฝนตกหนักหลายพื้นที่และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง โดยสภาพอากาศแย่ลงจะเริ่มส่งผลกระทบในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคตะวันออกก่อน ส่วนภาคอื่น ๆ จะได้รับผลกระทบในระยะถัดไป
ปัจจัยสำคัญเกิดจาก หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง บริเวณชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลาง เคลื่อนตัวเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก ภาคกลาง และกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตามแนวร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศไทยตอนบน ผสานกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย จะมีกำลังแรงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง
เปิดสถานการณ์น้ำ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา
สำหรับปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญในการบริหารจัดการน้ำของประเทศ ล่าสุดมีปริมาณน้ำกักเก็บดังนี้
- เขื่อนภูมิพล จ.ตาก มีปริมาณน้ำ 8,202 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 61% ของความจุ
- เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ มีปริมาณน้ำ 7,486 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 79% ของความจุ
- เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก มีปริมาณน้ำ 572 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 61% ของความจุ
- เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี มีปริมาณน้ำ 570 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 65% ของความจุ
สทนช. ออกประกาศ ฉบับที่ 5/2569 เตือนภัยพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม 22-26 ก.ย. 69
สทนช. ร่วมกับ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) กรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรธรณี ประเมินวิเคราะห์สถานการณ์น้ำจากฝนคาดการณ์และพื้นที่เสี่ยงภัย พบว่ามีพื้นที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ดังนี้
1. พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม
พื้นที่ที่ต้องระวังน้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมืองเนื่องจากระบายน้ำไม่ทัน รวมถึงพื้นที่เสี่ยงภัยธรรมชาติ ได้แก่
- ภาคเหนือ จ.แม่ฮ่องสอน, ตาก, อุตรดิตถ์, พิษณุโลก และอุทัยธานี
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ศรีสะเกษ
- ภาคกลาง จ.ลพบุรี, สระบุรี, ปทุมธานี, นนทบุรี, กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ
- ภาคตะวันออก จ.นครนายก, ปราจีนบุรี, สระแก้ว, ชลบุรี, จันทบุรี และตราด
- ภาคตะวันตก จ.กาญจนบุรี และราชบุรี
- ภาคใต้ จ.ระนอง, สงขลา และนราธิวาส
2. พื้นที่เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นฉับพลันและน้ำล้นตลิ่ง
เฝ้าระวังบริเวณแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาในพื้นที่ลุ่มต่ำ ได้แก่
- แม่น้ำเมย, น้ำยวม และลำน้ำแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน
- แม่น้ำวังทอง จ.พิษณุโลก
- แม่น้ำภาชี จ.ราชบุรี
- แม่น้ำนครนายก จ.นครนายก
- แม่น้ำปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี
- คลองพระสทึงและคลองพระปรง จ.สระแก้ว
- แม่น้ำจันทบุรี จ.จันทบุรี
- คลองกะเปอร์ จ.ระนอง
- แม่น้ำสายบุรี และแม่น้ำโก-ลก จ.นราธิวาส
3. เตือนพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมท้ายเขื่อนเจ้าพระยา
คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณน้ำหลากจากทางตอนบนของลุ่มน้ำไหลผ่าน เขื่อนเจ้าพระยา ในเกณฑ์ประมาณ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันอีกราว 0.75 - 1.25 เมตร
กระทบต่อประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ 6 จังหวัด ได้แก่
- จ.ชัยนาท อ.สรรพยา
- จ.สิงห์บุรี: .อินทร์บุรี
- จ.อ่างทอง อ.เมืองอ่างทอง และ อ.วิเศษชัยชาญ
- จ.พระนครศรีอยุธยา อ.เสนา, ผักไห่, บางบาล, พระนครศรีอยุธยา, บางปะอิน และบางไทร
- จ.ปทุมธานี อ.เมืองปทุมธานี และ อ.สามโคก
แนวทางการเตรียมความพร้อมและรับมือ
เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม สทนช. ขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังนี้
- ติดตามสถานการณ์ เฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศ รวมถึงสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง
- ตรวจสอบโครงสร้าง ตรวจสอบ ซ่อมแซม คันกั้นน้ำ ริมแม่น้ำให้มีความแข็งแรง และเร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อเปิดทางระบายน้ำ
- เตรียมพร้อมอุปกรณ์และกำลังพล จัดเตรียมแผนเผชิญเหตุ เครื่องจักร เครื่องมือ และบุคลากรให้พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง
- แจ้งเตือนประชาชน ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงทราบล่วงหน้า เพื่อเตรียมความพร้อมและยกของขึ้นที่สูง รวมถึงเตรียมการอพยพได้ทันท่วงทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน





