"เอกนิติ" เดินหน้าเชิงรุก สั่งปรับเกณฑ์ระบายน้ำ 4 เขื่อนใหญ่ ผันน้ำลงทุ่งรับน้ำใต้สถานี C.2 นครสวรรค์ หวังเซฟอยุธยา-สุพรรณบุรี ลดกระทบประชาชน
จากสถานการณ์ฝนตกหนักสะสมทั่วประเทศในช่วงวันที่ 18 - 20 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่ลุ่มต่ำหลายแห่ง ล่าสุด รัฐบาลได้เร่งยกระดับมาตรการรับมืออุทกภัยภาคกลาง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพื้นที่เศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ
วันนี้ (22 ก.ย. 69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคกลาง ได้เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคกลาง ครั้งที่ 2/2569 เพื่อติดตามการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์และแก้ไขปัญหาอุทกภัยรวมถึงภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง โดยเน้นย้ำการบูรณาการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัด และศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่ภาคกลาง ผ่านระบบการประชุมร่วมและการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
การประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายภราดร ปริศนานันทกุล และ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, นางสาวชัชดาพร บุญพีระณัช รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รวมถึงผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วพื้นที่ภาคกลาง
จับตาการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา เฝ้าระวังพื้นที่ลุ่มต่ำ 6 อำเภออยุธยา
นายเอกนิติ เปิดเผยถึงภาพรวมสถานการณ์น้ำว่า ขณะนี้มีหลายจังหวัดเริ่มประสบปัญหาน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลางซึ่งเป็นจุดรับมวลน้ำสำคัญของประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำการแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำฝนและน้ำท่าจริงในปัจจุบัน
ล่าสุด ได้มีการปรับเพิ่มอัตราการระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในระดับ 1,000 - 1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำในลำน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมประมาณ 0.5 - 1.5 เมตร ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำใน 6 อำเภอ ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่
- อำเภอเสนา
- อำเภอผักไห่
- อำเภอบางบาล
- อำเภอพระนครศรีอยุธยา
- อำเภอบางปะอิน
- อำเภอบางไทร
ที่ประชุมจึงได้เร่งหารือแนวทางบูรณาการทำงาน เพื่อวางแผนแก้ไขปัญหาน้ำท่วมทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว ให้มีความครอบคลุมทุกมิติ เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้ได้มากที่สุด
ชูแนวทางบริหารจัดการน้ำเชิงรุก ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
เพื่อความมีเอกภาพในการบริหารจัดการน้ำภาคกลาง รองนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานปฏิบัติการดำเนินการในเชิงรุกทันที โดยมีกรอบแนวทางสำคัญ ดังนี้
-
ปรับเกณฑ์ควบคุมน้ำในเขื่อนใหญ่ มอบหมายให้กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรับเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำในเขื่อนหลัก 4 แห่ง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล, เขื่อนสิริกิติ์, เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ให้มีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับทิศทางพายุและผลการคาดการณ์สภาพอากาศล่วงหน้า 7 - 15 วัน
-
เร่งพร่องน้ำในแม่น้ำสายหลักและคลองสาขา สั่งการให้พร่องน้ำในพื้นที่ภาคกลางตอนล่างล่วงหน้าก่อนที่ฝนตกหนักจะมาถึง เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำ (Retention Capacity) และลดความเสี่ยงปัญหาน้ำล้นตลิ่ง
-
กระจายน้ำฝั่งตะวันตก-ตะวันออกอย่างสมดุล ใช้ระบบชลประทานผันน้ำออกทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเท่าเทียม เพื่อชะลอและลดปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
-
ตรึงกำลังและความพร้อม 24 ชั่วโมง ตรวจสอบความแข็งแรงของคันกั้นน้ำ แนวกระสอบทราย และประตูระบายน้ำตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักรกลสาธารณภัย และเจ้าหน้าที่ให้พร้อมเข้าช่วยเหลือตลอดเวลา
นายเอกนิติ เน้นย้ำว่า หากเกิดสถานการณ์วิกฤตขึ้น ขอให้เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือ "กลุ่มเปราะบาง" เป็นลำดับแรก โดยยึดหลักการทำงานที่มุ่งเน้นประชาชนเป็นที่ตั้ง ตามข้อสั่งการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
อัปเดตข้อมูลพยากรณ์ชุดเดียว สั่งผู้ว่าฯ จัดทำ Check List ศูนย์พักพิง
ในด้านการแจ้งเตือนภัยและเทคโนโลยีสารสนเทศ รองนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้หน่วยงานพยากรณ์อากาศและน้ำ อัปเดตข้อมูลสถานการณ์อย่างรวดเร็ว โดยต้องบูรณาการข้อมูลปริมาณน้ำ ปริมาณฝน และการผันน้ำร่วมกันตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้ทุกหน่วยงานใช้ "ข้อมูลชุดเดียวกัน" ในการวางแผนสั่งการและสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน
นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายงานสำคัญแก่พื้นที่ ได้แก่
-
สำนักงานชลประทานที่ 10 และ 12 เตรียมความพร้อมระบบการผันน้ำและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่รับผิดชอบ
-
ผู้ว่าราชการจังหวัดภาคกลาง จัดทำ Check List การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติอย่างครอบคลุม ทั้งการจัดสรรเครื่องจักรกล อุปกรณ์ สิ่งของอุปโภคบริโภคช่วยเหลือ และการจัดเตรียม ศูนย์พักพิงชั่วคราว ที่ได้มาตรฐาน พร้อมสำหรับการรองรับประชาชนทันทีหากต้องมีการอพยพ
-
การสื่อสารเตือนภัยเชิงรุก เน้นการส่งสารไปยังประชาชนในพื้นที่อย่างถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนสามารถเตรียมตัวรับมือได้ทันท่วงที
สแกนพื้นที่ใต้สถานี C.2 นครสวรรค์ ชะลอน้ำเข้าทุ่ง ลดกระทบอยุธยา-สุพรรณบุรี
ด้าน นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานกรรมการฯ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมถึงยุทธศาสตร์การชะลอมวลน้ำว่า ขอให้หน่วยปฏิบัติการวางแผนรับมืออย่างถอดบทเรียน โดยเฉพาะพื้นที่ ใต้สถานีวัดน้ำ C.2 จังหวัดนครสวรรค์ ลงมา
เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดรวมมวลน้ำขนาดใหญ่ ทั้งมวลน้ำที่ไหลมาจากภาคเหนือและมวลน้ำจากแม่น้ำสะแกกรัง ซึ่งจะไหลมารวมกันก่อนลงสู่เขื่อนเจ้าพระยา จึงต้องมีแผนการบริหารจัดการที่เป็นระบบ เช่น
- การหน่วงน้ำและผันน้ำเข้าทุ่งรับน้ำ พิจารณาผันน้ำออกทางฝั่งซ้ายและฝั่งขวาเข้าสู่ทุ่งรับน้ำที่กำหนดไว้ โดยต้องเลือกพื้นที่ที่ไม่มีบ้านเรือนประชาชนตั้งอยู่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเดือดร้อนแก่ชุมชน
- ปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจและการเกษตร เพื่อลดผลกระทบอุทกภัยต่อประชาชนท้ายเขื่อนเจ้าพระยา โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและสุพรรณบุรี รวมถึงการวางแผนดูแลพื้นที่เพาะปลูกทางการเกษตรไม่ให้ได้รับความเสียหายรุนแรง
ปภ. รับไม้ต่อ บูรณาการทุกหน่วยงาน ป้องกันภัยพิบัติภาคกลาง
ในการนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการ คณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคกลาง พร้อมนำแนวทางและข้อสั่งการทั้งหมด ไปประสานงานขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที โดยจะเน้นการดำเนินมาตรการเชิงรุกทุกรูปแบบ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลางเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และปกป้องพี่น้องประชาชนให้ปลอดภัยจากอุทกภัยครั้งนี้





