วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน 2569

Login
Login

กรมชลประทาน วาง 3 มาตรการเขื่อนเจ้าพระยา เตือนท้ายเขื่อนด่วน

กรมชลประทาน วาง 3 มาตรการเขื่อนเจ้าพระยา ยกระดับน้ำเหนือเขื่อน ผันน้ำเต็มศักยภาพ เตือนพื้นที่ท้ายเขื่อนรับมือการระบายน้ำ 1,300 ลบ.ม./วิ

กรมชลประทาน ประกาศวางแนวทางบริหารจัดการน้ำ ณ เขื่อนเจ้าพระยา อย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับปริมาณน้ำท่าและน้ำฝนจากพื้นที่ตอนบนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายสำคัญในการชะลอการไหลของน้ำ ลดผลกระทบอุทกภัยต่อประชาชนในพื้นที่ด้านท้ายเขื่อน พร้อมสั่งการให้ทุกโครงการชลประทานในพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าหากมีการปรับเพิ่มอัตราการระบายน้ำ

นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาล่าสุด ณ วันที่ 21 กันยายน 2569 ปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนของประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้กรมชลประทานต้องเร่งบริหารจัดการจราจรทางน้ำเพื่อบริหารความเสี่ยงและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ทั้งนี้ ได้วางแนวทางในการบริหารจัดการน้ำเขื่อนเจ้าพระยาไว้ 3 มาตรการหลักอย่างครอบคลุม ได้แก่

1.) ทยอยยกระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ชะลอน้ำชั่วคราว

มาตรการแรก คือ การทยอยยกระดับน้ำด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยาขึ้น โดยเบื้องต้นกำหนดไว้ไม่เกิน +16.80 เมตร รทก. (ระดับน้ำทะเลปานกลาง) การดำเนินการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้พื้นที่ว่างบริเวณเหนือเขื่อนในการกักเก็บและชะลอปริมาณน้ำไว้เป็นการชั่วคราว ไม่ให้น้ำไหลทะลักลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อนรวดเร็วเกินไป ซึ่งจะช่วยลดแรงปะทะและความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ริมแม่น้ำด้านท้ายเขื่อน

กรมชลประทาน จะควบคุมการยกระดับน้ำให้อยู่ในระดับที่จำเป็นและปลอดภัยที่สุด อย่างไรก็ตาม หากประเมินแล้วพบว่าปริมาณน้ำเหนือและฝนตกสะสมมีแนวโน้มทำให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนสูงเกินกว่า +16.80 เมตร รทก. สำนักงานชลประทานที่ 12 จะทำการออกประกาศแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการแก่ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่ด้านเหนือเขื่อนทันที เพื่อให้สามารถเตรียมรับมือได้อย่างทันท่วงที

2.) ผันน้ำเข้าระบบชลประทานเต็มศักยภาพทั้ง 2 ฝั่ง

มาตรการที่สอง คือ การบริหารจัดการกระจายน้ำ โดยผันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าสู่ระบบชลประทานทั้ง ฝั่งตะวันออก และ ฝั่งตะวันตก ตามศักยภาพสูงสุดของคลองส่งน้ำและอาคารชลประทานในแต่ละพื้นที่ เพื่อกระจายปริมาณน้ำออกจากลำน้ำสายหลัก

ปัจจุบัน (21 ก.ย. 2569) ระบบชลประทานทั้งสองฝั่งสามารถรับน้ำรวมกันได้ประมาณ 450 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทางกรมชลประทานจึงขอความร่วมมือจากพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ทุ่งลุ่มต่ำ ให้เร่งดำเนินการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร เพื่อเตรียมพื้นที่ทุ่งรับน้ำสำหรับรองรับการหน่วงน้ำและบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ หากสถานการณ์ฝนตกและน้ำท่าในพื้นที่เริ่มลดลง กรมชลประทานจะพิจารณาปรับเพิ่มอัตราการรับน้ำเข้าระบบชลประทานให้เหมาะสมกับสภาวะจริงต่อไป

3.) ทยอยระบายน้ำส่วนเกินผ่านเขื่อนเจ้าพระยา พร้อมแจ้งเตือนท้ายเขื่อน

สำหรับปริมาณน้ำส่วนที่เหลือเกินกว่าศักยภาพการกักเก็บและการผันน้ำ กรมชลประทานจะทยอยระบายลงสู่ด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา โดยขณะนี้ได้ออกหนังสือแจ้งเตือนพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนให้เตรียมพร้อมรับมือการระบายน้ำในอัตราประมาณ 1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

จากการประเมินและวิเคราะห์แนวโน้ม มวลน้ำจากทางตอนบนยังคงมีปริมาณเพิ่มขึ้น ทำให้ในระยะต่อไปอาจมีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มอัตราการระบายน้ำขึ้นตามความเหมาะสม กรมชลประทานจะติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง และหากมีความจำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำ จะจัดทำหนังสือแจ้งเตือนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยล่วงหน้าเป็นระยะ เพื่อให้ผู้ประกอบการและประชาชนริมน้ำสามารถยกของขึ้นที่สูงและเตรียมความพร้อมได้อย่างปลอดภัย

ยึดหลักบริหารจัดการน้ำรอบด้าน มุ่งมั่นปกป้องประชาชน

อธิบดีกรมชลประทาน ย้ำว่า การบริหารจัดการน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาในครั้งนี้ นำข้อมูลรอบด้านมาใช้วิเคราะห์ประเมินสถานการณ์อย่างรัดกุม ทั้งข้อมูลการคาดการณ์สภาพอากาศ ปริมาณฝนสะสมจากแบบจำลองอุตุนิยมวิทยา สถานการณ์น้ำท่าในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตลอดจนภาพรวมสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ

 

การวางแผนดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ คือ

  1. ความปลอดภัยของประชาชนและโครงสร้างอาคารชลประทาน
  2. การลดผลกระทบและบรรเทาความเสียหายจากอุทกภัย ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาให้ได้มากที่สุด
  3. การรักษาน้ำต้นทุน ไว้ในเขื่อนและแหล่งน้ำต่างๆ สำหรับสำรองไว้ใช้ในกิจกรรมการใช้น้ำช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง

กรมชลประทาน ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการร้านค้า เรือขนส่งสินค้า และประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ติดตามข่าวสาร ประกาศเตือนภัย และสถานการณ์น้ำฝน-น้ำท่า จากทางราชการและกรมชลประทานอย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์น้ำในครั้งนี้

 

ข้อมูล : สำนักงานชลประทานที่ 12 จังหวัดชัยนาท