วันอาทิตย์ ที่ 20 กันยายน 2569

Login
Login

'ไทยช่วยไทย พลัส' ทะลุ 1.61 แสนล้าน ลุ้น ครม. เคาะเฟสใหม่ 22 ก.ย.นี้

ยอดใช้จ่าย “ไทยช่วยไทย พลัส” ทะลุ 1.61 แสนล้าน เงินสะพัดเศรษฐกิจฐานราก คลังเตรียมชง ครม. พิจารณาเฟสใหม่ 22 ก.ย. นี้ เตือนสิทธิเดิมใช้ได้ถึง 30 ก.ย.

สำนักนายกรัฐมนตรีเผยความสำเร็จของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก หลังโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (60/40) ได้รับผลตอบรับอย่างล้นหลามจากประชาชนและผู้ประกอบการทั่วประเทศ โดยมียอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 161,555.6 ล้านบาท สะท้อนถึงประสิทธิภาพของกลไกการร่วมจ่าย (Co-payment) ที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และเติมกำลังซื้อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในภาวะที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานและเงินเฟ้อทั่วโลก

เผยตัวเลขสำเร็จ! “ไทยช่วยไทย พลัส” ดันเงินหมุนเวียนสู่ร้านค้ากว่า 1.19 ล้านแห่ง

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความก้าวหน้าและการดำเนินงานของโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (สัดส่วนรัฐร่วมจ่าย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40%) ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 เวลา 23.00 น. พบว่าภาพรวมการใช้จ่ายของประชาชนและกระแสเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนี้

  • ยอดใช้จ่ายสะสมรวม 161,555.6 ล้านบาท
  • จำนวนประชาชนผู้ได้รับสิทธิ 26,040,623 ราย
  • จำนวนร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบสิทธิ 1,192,528 ราย

จากการดำเนินงานที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าเม็ดเงินจากโครงการสามารถกระจายตัวไปสู่ประชาชน ผู้ประกอบการรายย่อย และร้านค้าขนาดเล็กในชุมชนได้อย่างทั่วถึง ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันและประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจฐานรากท่ามกลางสถานการณ์ราคาพลังงานและค่าครองชีพที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้น

เจาะลึกโครงสร้างการใช้จ่าย รัฐร่วมจ่าย 9.2 หมื่นล้าน หนุนกำลังซื้อประชาชน

เมื่อวิเคราะห์ถึงโครงสร้างยอดใช้จ่ายสะสมจำนวน 161,555.6 ล้านบาท พบว่าเป็นผลจากการประสานพลังระหว่างงบประมาณภาครัฐและเงินออมหรือรายได้ของภาคประชาชนอย่างลงตัว โดยแบ่งออกเป็น:

  1. วงเงินสมทบจากภาครัฐ (60%) จำนวน 92,900.7 ล้านบาท
  2. วงเงินร่วมจ่ายจากประชาชน (40%) จำนวน 68,654.9 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในส่วนของพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชน พบว่าส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับการซื้อสินค้าและบริการผ่านหน้าร้านโดยตรง เพื่อสนับสนุนร้านค้าในท้องถิ่น ขณะเดียวกันก็มีการใช้งานผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีเพื่อความสะดวกสบาย:

  • การใช้จ่ายผ่านร้านค้าปกติ (Offline) รวม 155,335.8 ล้านบาท
  • การใช้จ่ายผ่านบริการสั่งอาหาร (Food Delivery) รวม 6,219.8 ล้านบาท

กลไก “Co-payment” หัวใจสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า จุดเด่นที่สำคัญที่สุดของโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการให้เงินช่วยเหลือเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายรายวันของประชาชนเท่านั้น แต่คือการสร้าง “กลไกร่วมจ่าย” (Co-payment) ที่ชาญฉลาด

การนำเงินงบประมาณภาครัฐมาสมทบร่วมกับกำลังซื้อจริงของประชาชนในอัตราส่วน 60/40 ได้กลายเป็นแรงส่งสำคัญที่เปลี่ยนเงินช่วยเหลือให้กลายเป็นรายรับโดยตรงของผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าปลีก ชุมชน และภาคบริการ ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจหลายรอบ (Multiplier Effect) ในช่วงเวลาที่ภาคธุรกิจและครัวเรือนต่างต้องรับมือกับต้นทุนพลังงานที่ผันผวน

"ยอดใช้จ่ายกว่า 1.61 แสนล้านบาท สะท้อนว่าความช่วยเหลือถูกนำไปใช้กับสินค้าและบริการในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง ขณะที่ประชาชนร่วมจ่ายกว่า 6.86 หมื่นล้านบาท ทำให้เม็ดเงินจากภาครัฐสามารถต่อยอดเป็นกำลังซื้อและรายรับของร้านค้าได้มากขึ้น มาตรการนี้จึงช่วยทั้งลดภาระประชาชนและประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจฐานรากไปพร้อมกัน"  นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา กล่าว

รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน ชูพลังการบริโภคภายในประเทศเป็นเกราะป้องกัน

สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะแรงกดดันจากราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลก ซึ่งสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำอย่าง Fitch Ratings ได้ประเมินว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้อ ถดถอยกำลังซื้อของ consumers และเพิ่มต้นทุนการดำเนินงานของภาคธุรกิจทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม สำหรับเศรษฐกิจไทย (GDP) ยังคงมีปัจจัยสนับสนุนและแรงส่งที่เข้มแข็งจากการบริโภคภายในประเทศ (Private Consumption) และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตรงจุดจากภาครัฐ ซึ่งช่วยดูดซับแรงกระแทกและประคองเสถียรภาพทางเศรษฐกิจท่ามกลางความผันผวนของปัจจัยภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการออกแบบมาตรการที่ตอบโจทย์ 2 ด้านพร้อมกัน คือ “ลดค่าครองชีพประชาชน” ควบคู่ไปกับ “รักษารายได้ให้ผู้ประกอบการ” เพื่อให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ฐานรากอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

จับตา! กระทรวงการคลังจ่อเสนอ ครม. พิจารณาเฟสถัดไป 22 ก.ย. นี้

สำหรับทิศทางและแนวทางการดำเนินโครงการในระยะต่อไป กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการสรุปผลการดำเนินงาน รายละเอียดเทคนิค และประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ เพื่อเตรียมนำเสนอต่อ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันอังคารที่ 22 กันยายน 2569

ทั้งนี้ การตัดสินใจขยายระยะเวลาโครงการ การปรับเพิ่มวงเงิน การเพิ่มจำนวนสิทธิ หรือการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขต่าง ๆ จะขึ้นอยู่กับมติของคณะรัฐมนตรีเป็นสำคัญ โดยรัฐบาลจะประชาสัมพันธ์รายละเอียดและขั้นตอนที่ชัดเจนผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการทันทีหลังการประชุม

เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม (Fake News)

ภาครัฐขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากช่องทางราชการเท่านั้น และอย่าหลงเชื่อข้อความ แบนเนอร์ หรือลิงก์หลอกลวงในสื่อโซเชียลมีเดียที่ระบุว่า "โครงการระยะถัดไปได้รับการอนุมัติแล้ว" ก่อนที่จะมีการลงมติอย่างเป็นทางการจาก ครม. เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวงหรือถูกโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคล

เตือนสิทธิเฟสปัจจุบัน! ใช้ได้ถึง 30 กันยายน 2569 นี้เท่านั้น

สำหรับผู้ได้รับสิทธิในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ระยะปัจจุบัน ยังคงสามารถใช้สิทธิซื้อสินค้าและบริการตามหลักเกณฑ์เดิมได้จนถึง วันที่ 30 กันยายน 2569 โดยมีรายละเอียดเงื่อนไขการใช้งานดังนี้:

  • สิทธิภาครัฐร่วมจ่าย 60% ของยอดซื้อ
  • วงเงินสนับสนุนสูงสุด ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน
  • วงเงินรวมสูงสุดต่อเดือน ไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน
  • ข้อควรระวัง สิทธิคงเหลือในแต่ละเดือน ไม่สามารถสะสม ไปใช้ในเดือนถัดไปได้ ประชาชนจึงควรวางแผนการใช้สิทธิให้ครบถ้วนภายในกรอบเวลาที่กำหนด

โครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการคลังที่ประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนกว่า 26 ล้านคน และสร้างรายได้ให้กับร้านค้าขนาดเล็กกว่า 1.19 ล้านแห่งทั่วประเทศ ซึ่งประชาชนและผู้ประกอบการสามารถรอฟังผลการพิจารณาขยายโครงการระยะต่อไปได้จากการแถลงข่าวหลังการประชุม ครม. ในวันที่ 22 กันยายน 2569 นี้