ยอดใช้จ่าย “ไทยช่วยไทย พลัส” ทะลุ 1.61 แสนล้าน เงินสะพัดเศรษฐกิจฐานราก คลังเตรียมชง ครม. พิจารณาเฟสใหม่ 22 ก.ย. นี้ เตือนสิทธิเดิมใช้ได้ถึง 30 ก.ย.
สำนักนายกรัฐมนตรีเผยความสำเร็จของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก หลังโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (60/40) ได้รับผลตอบรับอย่างล้นหลามจากประชาชนและผู้ประกอบการทั่วประเทศ โดยมียอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 161,555.6 ล้านบาท สะท้อนถึงประสิทธิภาพของกลไกการร่วมจ่าย (Co-payment) ที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และเติมกำลังซื้อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในภาวะที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานและเงินเฟ้อทั่วโลก
เผยตัวเลขสำเร็จ! “ไทยช่วยไทย พลัส” ดันเงินหมุนเวียนสู่ร้านค้ากว่า 1.19 ล้านแห่ง
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความก้าวหน้าและการดำเนินงานของโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (สัดส่วนรัฐร่วมจ่าย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40%) ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 เวลา 23.00 น. พบว่าภาพรวมการใช้จ่ายของประชาชนและกระแสเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนี้
- ยอดใช้จ่ายสะสมรวม 161,555.6 ล้านบาท
- จำนวนประชาชนผู้ได้รับสิทธิ 26,040,623 ราย
- จำนวนร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบสิทธิ 1,192,528 ราย
จากการดำเนินงานที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าเม็ดเงินจากโครงการสามารถกระจายตัวไปสู่ประชาชน ผู้ประกอบการรายย่อย และร้านค้าขนาดเล็กในชุมชนได้อย่างทั่วถึง ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันและประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจฐานรากท่ามกลางสถานการณ์ราคาพลังงานและค่าครองชีพที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้น
เจาะลึกโครงสร้างการใช้จ่าย รัฐร่วมจ่าย 9.2 หมื่นล้าน หนุนกำลังซื้อประชาชน
เมื่อวิเคราะห์ถึงโครงสร้างยอดใช้จ่ายสะสมจำนวน 161,555.6 ล้านบาท พบว่าเป็นผลจากการประสานพลังระหว่างงบประมาณภาครัฐและเงินออมหรือรายได้ของภาคประชาชนอย่างลงตัว โดยแบ่งออกเป็น:
- วงเงินสมทบจากภาครัฐ (60%) จำนวน 92,900.7 ล้านบาท
- วงเงินร่วมจ่ายจากประชาชน (40%) จำนวน 68,654.9 ล้านบาท
นอกจากนี้ ในส่วนของพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชน พบว่าส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับการซื้อสินค้าและบริการผ่านหน้าร้านโดยตรง เพื่อสนับสนุนร้านค้าในท้องถิ่น ขณะเดียวกันก็มีการใช้งานผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีเพื่อความสะดวกสบาย:
- การใช้จ่ายผ่านร้านค้าปกติ (Offline) รวม 155,335.8 ล้านบาท
- การใช้จ่ายผ่านบริการสั่งอาหาร (Food Delivery) รวม 6,219.8 ล้านบาท
กลไก “Co-payment” หัวใจสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า จุดเด่นที่สำคัญที่สุดของโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการให้เงินช่วยเหลือเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายรายวันของประชาชนเท่านั้น แต่คือการสร้าง “กลไกร่วมจ่าย” (Co-payment) ที่ชาญฉลาด
การนำเงินงบประมาณภาครัฐมาสมทบร่วมกับกำลังซื้อจริงของประชาชนในอัตราส่วน 60/40 ได้กลายเป็นแรงส่งสำคัญที่เปลี่ยนเงินช่วยเหลือให้กลายเป็นรายรับโดยตรงของผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าปลีก ชุมชน และภาคบริการ ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจหลายรอบ (Multiplier Effect) ในช่วงเวลาที่ภาคธุรกิจและครัวเรือนต่างต้องรับมือกับต้นทุนพลังงานที่ผันผวน
"ยอดใช้จ่ายกว่า 1.61 แสนล้านบาท สะท้อนว่าความช่วยเหลือถูกนำไปใช้กับสินค้าและบริการในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง ขณะที่ประชาชนร่วมจ่ายกว่า 6.86 หมื่นล้านบาท ทำให้เม็ดเงินจากภาครัฐสามารถต่อยอดเป็นกำลังซื้อและรายรับของร้านค้าได้มากขึ้น มาตรการนี้จึงช่วยทั้งลดภาระประชาชนและประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจฐานรากไปพร้อมกัน" นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา กล่าว
รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน ชูพลังการบริโภคภายในประเทศเป็นเกราะป้องกัน
สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะแรงกดดันจากราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลก ซึ่งสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำอย่าง Fitch Ratings ได้ประเมินว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้อ ถดถอยกำลังซื้อของ consumers และเพิ่มต้นทุนการดำเนินงานของภาคธุรกิจทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม สำหรับเศรษฐกิจไทย (GDP) ยังคงมีปัจจัยสนับสนุนและแรงส่งที่เข้มแข็งจากการบริโภคภายในประเทศ (Private Consumption) และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตรงจุดจากภาครัฐ ซึ่งช่วยดูดซับแรงกระแทกและประคองเสถียรภาพทางเศรษฐกิจท่ามกลางความผันผวนของปัจจัยภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการออกแบบมาตรการที่ตอบโจทย์ 2 ด้านพร้อมกัน คือ “ลดค่าครองชีพประชาชน” ควบคู่ไปกับ “รักษารายได้ให้ผู้ประกอบการ” เพื่อให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ฐานรากอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
จับตา! กระทรวงการคลังจ่อเสนอ ครม. พิจารณาเฟสถัดไป 22 ก.ย. นี้
สำหรับทิศทางและแนวทางการดำเนินโครงการในระยะต่อไป กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการสรุปผลการดำเนินงาน รายละเอียดเทคนิค และประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ เพื่อเตรียมนำเสนอต่อ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันอังคารที่ 22 กันยายน 2569
ทั้งนี้ การตัดสินใจขยายระยะเวลาโครงการ การปรับเพิ่มวงเงิน การเพิ่มจำนวนสิทธิ หรือการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขต่าง ๆ จะขึ้นอยู่กับมติของคณะรัฐมนตรีเป็นสำคัญ โดยรัฐบาลจะประชาสัมพันธ์รายละเอียดและขั้นตอนที่ชัดเจนผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการทันทีหลังการประชุม
เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม (Fake News)
ภาครัฐขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากช่องทางราชการเท่านั้น และอย่าหลงเชื่อข้อความ แบนเนอร์ หรือลิงก์หลอกลวงในสื่อโซเชียลมีเดียที่ระบุว่า "โครงการระยะถัดไปได้รับการอนุมัติแล้ว" ก่อนที่จะมีการลงมติอย่างเป็นทางการจาก ครม. เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวงหรือถูกโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคล
เตือนสิทธิเฟสปัจจุบัน! ใช้ได้ถึง 30 กันยายน 2569 นี้เท่านั้น
สำหรับผู้ได้รับสิทธิในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ระยะปัจจุบัน ยังคงสามารถใช้สิทธิซื้อสินค้าและบริการตามหลักเกณฑ์เดิมได้จนถึง วันที่ 30 กันยายน 2569 โดยมีรายละเอียดเงื่อนไขการใช้งานดังนี้:
- สิทธิภาครัฐร่วมจ่าย 60% ของยอดซื้อ
- วงเงินสนับสนุนสูงสุด ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน
- วงเงินรวมสูงสุดต่อเดือน ไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน
- ข้อควรระวัง สิทธิคงเหลือในแต่ละเดือน ไม่สามารถสะสม ไปใช้ในเดือนถัดไปได้ ประชาชนจึงควรวางแผนการใช้สิทธิให้ครบถ้วนภายในกรอบเวลาที่กำหนด
โครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการคลังที่ประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนกว่า 26 ล้านคน และสร้างรายได้ให้กับร้านค้าขนาดเล็กกว่า 1.19 ล้านแห่งทั่วประเทศ ซึ่งประชาชนและผู้ประกอบการสามารถรอฟังผลการพิจารณาขยายโครงการระยะต่อไปได้จากการแถลงข่าวหลังการประชุม ครม. ในวันที่ 22 กันยายน 2569 นี้





