วันพุธ ที่ 16 กันยายน 2569

Login
Login

ครม. อนุมัติ 1.55 หมื่นล้าน! เปิดตัว 'ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ'

ครม. เคาะงบ 1.55 หมื่นล้านบาท เปิดตัว "ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ" คุ้มครองบ้าน 30 ล้านหลัง รับสูงสุด 1 แสน ชดเชยเสียชีวิต 2 ล้าน เริ่ม 1 ต.ค. 69

คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบและอนุมัติงบประมาณรวม 15,500 ล้านบาท ในการดำเนินงานโครงการ "ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ" เพื่อจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ประชาชนทั่วประเทศ โดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติของภาครัฐ จากเดิมที่เป็นการเยียวยาเชิงตั้งรับหลังเกิดเหตุ มาเป็นการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกผ่านระบบประกันภัย ช่วยให้ประชาชนได้รับเงินชดเชยและความช่วยเหลือที่รวดเร็ว ทั่วถึง และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การขับเคลื่อนโครงการนี้เป็นการร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และสมาคมประกันวินาศภัยไทย ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ให้ความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570

เจาะลึกรายละเอียดงบประมาณ 1.55 หมื่นล้านบาท

งบประมาณรวม 15,500,000,000 บาท ที่ได้รับการอนุมัติจาก ครม. จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก เพื่อให้ครอบคลุมทั้งด้านทรัพย์สินและชีวิตของประชาชน ดังนี้

  • กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม วงเงินงบประมาณ 15,000,000,000 บาท สำหรับจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเพื่อคุ้มครองความเสียหายของสิ่งปลูกสร้างและที่อยู่อาศัยของประชาชน
  • กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม วงเงินงบประมาณ 500,000,000 บาท สำหรับให้ความคุ้มครองกรณีการเสียชีวิตจากสาธารณภัย

ความคุ้มครอง 3 ภัยธรรมชาติ และวงเงินการจ่ายชดเชย

โครงการระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้ความคุ้มครองครอบคลุม 3 ภัยธรรมชาติสำคัญ ได้แก่ อุทกภัย (น้ำท่วม), วาตภัย (พายุลมแรง) และแผ่นดินไหว โดยครอบคลุมที่อยู่อาศัยของประชาชนประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน (อ้างอิงตามสถิติจำนวนบ้าน สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ณ วันที่ 10 กันยายน 2569)

รายละเอียดวงเงินชดเชยค่าสินไหมทดแทนแบ่งตามประเภทภัย มีดังนี้

1. อุทกภัย (น้ำท่วม)

  • วงเงินคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อครั้ง ต่อหลังคาเรือน
  • ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 10,000 บาท
  • เงินชดเชยเพิ่มเติม สูงสุดไม่เกิน 90,000 บาท

2. วาตภัย (พายุ) และแผ่นดินไหว

  • วงเงินคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อครั้ง ต่อหลังคาเรือน
  • ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 5,000 บาท
  • เงินชดเชยเพิ่มเติม สูงสุดไม่เกิน 95,000 บาท

3. กรณีเสียชีวิตจากภัยธรรมชาติ (อุทกภัย, วาตภัย, แผ่นดินไหว)

  • วงเงินคุ้มครอง 2,000,000 บาทต่อคน

เงื่อนไขและสิทธิ์ของผู้ได้รับความคุ้มครอง

เพื่อให้เงินเยียวยาและเงินชดเชยส่งตรงถึงมือประชาชนอย่างถูกต้อง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ได้รับสิทธิ์และโครงสร้างของกรมธรรม์ ดังนี้

ผู้ถือกรมธรรม์ หน่วยงานภาครัฐ หรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล เป็นผู้ดำเนินการถือกรมธรรม์และบริหารจัดการร่วมกับบริษัทประกันภัย

ผู้รับประกันภัย บริษัทประกันวินาศภัยที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกตามมาตรฐานของ คปภ. และสมาคมประกันวินาศภัยไทย

ผู้เอาประกันภัย (กรณีที่อยู่อาศัย)

  • เจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านที่เป็นที่อยู่อาศัยตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎร
  • ผู้ครอบครองที่พักอาศัยที่ไม่เป็นบ้านตามทะเบียนราษฎร แต่ได้รับการรับรองจากผู้มีอำนาจตามกฎหมายว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีคนอาศัยอยู่จริงเป็นประจำ

ผู้เอาประกันภัย (กรณีเสียชีวิต) บุคคลที่มีสัญชาติไทย และมีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก

พลิกโฉมการบริหารความเสี่ยงภัยพิบัติไทย จาก "ตั้งรับ" สู่ "เชิงรุก"

นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า การจัดตั้งระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติถือเป็นการปฏิรูปแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงของภาครัฐครั้งสำคัญ ในอดีต การช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติมักเป็นการเยียวยาหลังเกิดเหตุ ซึ่งทำให้ภาครัฐต้องแบกรับภาระงบประมาณที่ไม่แน่นอนในแต่ละปี และอาจเกิดความล่าช้าในการจัดสรรเงินช่วยเหลือ

การนำระบบประกันภัยเข้ามาใช้ ถือเป็นการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกที่ช่วยให้รัฐบาลสามารถประเมิน วางแผน และกระจายความเสี่ยงบางส่วนไปยังระบบประกันภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถเข้าถึงเงินช่วยเหลือและค่าชดเชยความเสียหายได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และเป็นระบบมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ครม. ยังได้มอบหมายให้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทำหน้าที่เป็นหน่วยรับงบประมาณและเบิกจ่ายเงินค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้รับประกันภัย ตามสัดส่วนที่ คปภ. และสมาคมประกันวินาศภัยไทยกำหนด โดยยึดมั่นในข้อกฎหมายและระเบียบปฏิบัติที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างโปร่งใส ทั่วถึง และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ