เปิดโปง นายทุนฮุบ 6 พันไร่ รุกผืนป่า "พระพันปีหลวง" คนไชยปราการ เชียงใหม่ผวา แก๊งปลูกขิงเทยาฆ่าหญ้าลงแหล่งน้ำ "สว.ชีวะภาพ" ทุบโต๊ะงัด ม.25 จี้กรมป่าไม้ลุยรื้อถอนด่วน
กรณีนายทุน ฮุบที่ดิน 6 พันไร่ รุกป่า "พระพันปีหลวง" คนไชยปราการผวา แก๊งปลูกขิงเทยาฆ่าหญ้าลงแหล่งน้ำ "สว.ชีวะภาพ" ทุบโต๊ะงัด ม.25 จี้ จนท.กรมป่าไม้ ลุยรื้อถอนด่วน ตัวแทนผู้ใช้น้ำ ร้องเรียน กมธ.สิ่งแวดล้อม สว. สกัดหายนะสารพิษคลุมเมือง แฉยับ "ส่วยรถไถ" ไร่ละ 8 พันบาท คาด จนท. รู้เห็นเป็นใจ "ชัยวัฒน์" ฮึ่มจี้ฟัน ม.157 ล้างบางข้าราชการ
เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เปิดเผยว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายเชาวลิต ศรีธเนศสกุล ตัวแทนกลุ่มผู้ใช้น้ำจากเขื่อนแม่ทะลบ อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ พร้อมด้วยนายรัศมี แสนนามวงค์ ที่ปรึกษากลุ่มผู้ใช้น้ำและคณะเพื่อติดตามตรวจสอบขบวนการรุกป่าปลูกขิง ในพื้นที่ อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 69 ที่อาคารรัฐสภา
นายเชาวลิต ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้พื้นที่ป่าหลายพันไร่ถูกตัดโค่นทำลายทุกวัน แม้ล่าสุด ตำรวจสอบสวนกลาง จะลงพื้นที่จับกุมดำเนินคดีไปแล้ว 5 แปลง แบ่งเป็น ป่าสงวน 3 แปลง , อุทยานฯ 2 แปลง แต่กลุ่มนายทุนและผู้บุกรุกก็ยังคงเข้าไปดูแลไร่ขิงตามปกติ
ซ้ำร้ายยังมีการใช้ยาฆ่าหญ้าชนิดรุนแรงที่สุดเพื่อคุมหน้าดิน ส่งผลให้สารพิษปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำเขื่อนแม่ทะลบ ซึ่งชาวบ้านต้องใช้ผลิตน้ำประปาและเลี้ยงสัตว์
นอกจากนี้ ยังพบขบวนการหาผลประโยชน์ เพราะการปลูกขิงต่างจากข้าวโพด ตรงที่ต้องใช้รถไถเข้าพรวนดินลึก 1 แปลง ต้องใช้รถไถ 3-4 คัน โดยกลุ่มนี้กล้านำเครื่องจักรขึ้นไปไถบนภูเขาสูงชันเกิน 30 องศาฯ
สิ่งที่น่าตกใจคือ มีการเรียกเก็บ "ส่วยรถไถ" จากกลุ่มชาติพันธุ์ม้งในราคาแพงหูฉี่ ไร่ละ 6,500 - 8,000 บาท จากราคาปกติ 2,000 - 2,500 บาท ซึ่งเป็นช่องทางฟอกเงินส่วยอย่างแนบเนียน ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่จะลงตรวจ พบว่ามีการขนย้ายรถไถกว่า 30 คัน หนีออกจากพื้นที่อย่างมีเงื่อนงำ
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของบางหน่วยงานรัฐ โดยมีการทำหนังสือถึงศูนย์ฯ เมื่อ 25 มิ.ย. 69 ระบุรายชื่อผู้กระทำผิดชัดเจน 93 ราย บนพื้นที่กว่า 500 ไร่ ทั้งในเขต ออป., ป่าสงวนฯ และ คทช. แต่กลับไม่มีการดำเนินคดีใด ๆ ซ้ำทาง องค์การฯ ไปแจ้งความไว้ แต่กลับระบุว่า "ยังไม่ประสงค์ร้องทุกข์ดำเนินคดี" และรีบทำหนังสือขอคืนพื้นที่จาก สภ.ไชยปราการ โดยอ้างว่าจะนำไปปลูกป่า ทั้งที่ความจริงผู้บุกรุกยังคงทำกินอยู่เต็มพื้นที่
ทางกลุ่มผู้ใช้น้ำฯ จึงขอวิงวอนให้ กมธ.สิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบและจัดการขั้นเด็ดขาด ก่อนที่หายนะทางธรรมชาติและชีวิตของประชาชนนับหมื่นใน 3 อำเภอ จะต้องสังเวยให้กับความโลภของนายทุนและเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริต
ด้านนายชีวะภาพ กล่าวว่า นี่ไม่ใช่การบุกรุกป่าธรรมดา แต่นิติวิทยาศาสตร์ยืนยันชัดเจนว่า "ขบวนการปลูกขิง" คือฆาตกรหมายเลขหนึ่ง ที่ทำลายป่าต้นน้ำเชียงใหม่ สร้างความเสียหายปีละนับหมื่นๆ ไร่
ภาพถ่ายดาวเทียมฟ้องชัดว่านายทุนระดมเครื่องจักรหนัก แบคโฮ เข้าไปเปิดป่าใหม่กว่า 40 จุด ในเวลาไม่กี่สิบวัน โค่นต้นไม้ใหญ่แล้วเอาซากหมกฝังดินอย่างไม่ไยดี ก่อนล้อมรั้วลวดหนามปิดกั้นพื้นที่สุดลูกหูลูกตา เพียงเพื่อหวังผลประโยชน์จากการปลูกขิงแค่หนึ่งฤดูกาลเท่านั้น ซึ่งเป็นวิธีการที่ป่าเถื่อนและรับไม่ได้
"มันน่าเศร้า ที่ต้องเอาพื้นที่ซับน้ำของประเทศ ไปแลกกับผลผลิตเกษตรแค่ตรงนี้ ซ้ำร้ายยังมีการใช้ยาฆ่าแมลงชนิดรุนแรงสุดขีด สารพิษเหล่านี้ไม่ได้อยู่แค่ไชยปราการ แต่มันไหลปนเปื้อนลงแม่น้ำปิง ทะลุเข้าตัวเมือง และส่งผลกระทบยาวมาถึงปลายน้ำ นี่คือต้นตอของวิกฤติฝนแล้ง-น้ำท่วม ที่เรากำลังเผชิญกันอยู่" นายชีวะภาพ ระบุ
พร้อมกันนี้ นายชีวะภาพ ยังได้สับแหลกการทำงานของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ที่ปล่อยปละละเลย ปล่อยให้มีการนำพื้นที่หลวงไปให้เช่าช่วงทำประโยชน์ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งถือเป็นการทำผิดกฎหมายชัดเจน
ประธาน กมธ. สิ่งแวดล้อมฯ บอกว่า วันนี้หน่วยงานรัฐจะใช้แค่กลไกเดิมๆ รอกระบวนการแจ้งความที่วนอยู่ในอ่างไม่ได้อีกต่อไป ต้องงัด "กลยุทธ์เชิงรุก" โดยสั่งการจี้ให้ กรมป่าไม้ และ ออป. บังคับใช้ "มาตรา 25" แห่ง พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ลุยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและพืชผลอาสินของกลุ่มทุนทันที โดยไม่ต้องรอศาลสั่ง เพื่อสกัดกั้นการทำลายป่าและหยุดยั้งสารเคมีลงแหล่งน้ำอย่างเร่งด่วนที่สุด
การรื้อถอนด้วยมาตรา 25 แทบไม่ต้องใช้งบประมาณอะไรเลย เคยไปทำให้ดูแล้ว วันนี้ต้องปัดฝุ่น คทช. ต้องประกาศให้ชัดเจนว่าที่ดินรัฐเอาไปปล่อยเช่าช่วงไม่ได้ ใครทำต้องยึดคืนและดำเนินคดี รวมถึงจัดการประเด็น ส่วย อย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ กรมการปกครองต้องเอาผิดผู้นำท้องถิ่นที่อาจรู้เห็นเป็นใจหรือไม่ ตาม พ.ร.บ.ฉบับใหม่ด้วย
ด้าน นายธีระนันท์ เฉลยวิมาน หนึ่งในตัวแทนที่เข้าให้ข้อมูล ได้เปิดเผยเรื่องราวสุดสะเทือนใจต่อหน้าประธาน กมธ. ว่า แปลงที่ดินที่กำลังถูกกลุ่มนายทุนบุกรุกอย่างหนักในขณะนี้นั้น มีประวัติศาสตร์ที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและแรงกายของชาวบ้าน
โดยย้อนกลับไปเมื่อปี 2535 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินผ่านบริเวณจุดนี้โดยเฮลิคอปเตอร์ และทอดพระเนตรเห็นการตัดไม้ทำลายป่าจนกลายเป็นภูเขาหัวโล้นจำนวนมาก ระหว่างทางเสด็จฯ ไปยังดอยอ่างขาง พระองค์ได้กราบนิมนต์ "ครูบาดวงคำ" อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าไม้แดง พระเจ้าพรหมมหาราช อ.ไชยปราการ เพื่อขอให้ช่วยฟื้นฟูผืนป่าแห่งนี้
นายธีรนันท์ เล่าต่อไปด้วยน้ำเสียงสลดว่า จากพระราชเสาวนีย์ในวันนั้น ได้ก่อเกิดเป็น "โครงการน้ำแลกป่า" โดยมีการต่อท่อน้ำจากบนภูเขาลงมาให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้ใช้ฟรี ๆ ถึงเกือบ 20,000 หลังคาเรือน เพื่อแลกกับคำสัญญาที่ว่า เมื่อถึงหน้าแล้งที่มีไฟป่า ชาวบ้านต้องช่วยกันดับไฟ และเมื่อถึงหน้าฝน จิตอาสา พ่อค้า ประชาชน ตลอดจนนักเรียนนักศึกษา จะต้องจับมือกันขึ้นไปปลูกป่า ซึ่งชาวบ้านได้ร่วมกันทำภารกิจนี้ด้วยความจงรักภักดีมาตั้งแต่ปี 2535 จนพลิกฟื้นจากป่าหัวโล้น ให้กลายเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์และหนาทึบในปัจจุบัน
"แต่สิ่งที่น่าสลดใจและช้ำใจที่สุดในวันนี้ คือป่าทึบที่เราช่วยกันดูแลรักษา กลับถูกตัดทำลายไปแล้วไม่ต่ำกว่า 6,000 ไร่ เพื่อนำไปปลูกขิง พวกเราในฐานะภาคประชาชน ขอวิงวอนให้ท่านประธานฯ และหน่วยงานรัฐเข้ามาช่วยเหลือ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการย่ำยีผืนป่าที่เป็นดั่งพระราชเสาวนีย์ของพระพันปีหลวง พวกเราพยายามปกป้องและปฏิบัติหน้าที่มาอย่างดีงามโดยตลอด แต่วันนี้ มันเกินกำลังของภาคประชาชนที่จะต้านทานไหวแล้วจริงๆ" นายธีรนันท์ กล่าว
ขณะที่นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ตัวแทนภาคประชาชน กล่าวว่า ขอชื่นชมพลังชาวบ้านที่กล้าลุกขึ้นสู้ แต่ต้องยอมรับความจริงอันโหดร้ายว่า การทำงานของบางหน่วยงานรัฐในพื้นที่ เป็นการทำแบบ "แก้ผ้าเอาหน้ารอด" เปรียบเหมือน "การโยนหินลงสระที่เต็มไปด้วยแหน" โยนตูมลงไป แหนก็แหวกออกให้เห็นน้ำ
เพียงแค่แวบเดียว พอเจ้าหน้าที่หันหลังกลับ แหนก็ปิดรวบสนิทเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเกิดขึ้น กลุ่มนายทุนต่างถิ่น ทั้งจากพิษณุโลก เพชรบูรณ์ ก็กลับเข้ามาบุกรุกป่าทำกินตามเดิม
นายชัยวัฒน์ ยังย้ำว่า เรื่องนี้ปล่อยไว้ไม่ได้ ต้องแจ้งความดำเนินคดี ม. 157 กับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง ขอฝากถึงคณะกรรมาธิการ สว. ให้ลงพื้นที่ไปดูให้เห็นกับตา แล้วนัดเรียกข้าราชการมาทั้งกระทรวง เอามายืนเรียงแถวว่ากันไปตามความผิดหรือไม่ เพราะทุกวันนี้ชาวบ้านส่งคลิปแฉการตัดไม้เผาป่ามาให้ดูทุกวัน จนโทรศัพท์จะพังอยู่แล้ว





