วันพุธ ที่ 2 กันยายน 2569

Login
Login

ปภ. ผนึก คปภ. เร่งทำระบบ 'ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ' ทันใช้ ต.ค. 69

ปภ. จับมือ คปภ. เร่งเซ็ตระบบ "ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ" ทันใช้ ต.ค. 69 รัฐจ่ายเบี้ยให้ คุ้มครอง 30 ล้านครัวเรือน จ่ายชดเชยไวใน 15 วัน

คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” ซึ่งนับเป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่ของระบบการบริหารจัดการภัยพิบัติในประเทศไทย โดยภาครัฐจะเป็นผู้รับภาระจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ประชาชนครอบคลุมถึง 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการเยียวยาหลังเกิดเหตุ มาเป็นการ “เตรียมระบบรองรับความเสี่ยงล่วงหน้า” ช่วยให้ประชาชนผู้ประสบภัยได้รับการคุ้มครองและชดเชยด้านการเงินอย่างรวดเร็วและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น

นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาตินี้จะช่วยให้การบริหารจัดการงบประมาณและภัยพิบัติของภาครัฐมีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยกรอบความคุ้มครองจะครอบคลุมสาธารณภัยหลัก 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย (น้ำท่วม), วาตภัย (พายุลมแรง) และแผ่นดินไหว

เปิดเงื่อนไขการจ่ายเงินชดเชยที่อยู่อาศัยและชีวิต

โครงสร้างความคุ้มครองภายใต้ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ได้ถูกออกแบบมาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนขั้นต้นอย่างรวดเร็ว และเยียวยาความเสียหายตามความเป็นจริง โดยมีเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทน ดังนี้

1. ความคุ้มครองที่อยู่อาศัยกรณีอุทกภัย (น้ำท่วม)

  • เงินจ่ายส่วนที่หนึ่ง จ่ายเบื้องต้นทันที 10,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน
  • ระยะเวลาการจ่าย ดำเนินการอนุมัติและจ่ายเงินชดเชยภายใน 15 วัน
  • การจ่ายเพิ่มเติม ประเมินจ่ายเพิ่มตามมูลค่าความเสียหายจริงที่เกิดขึ้น
  • วงเงินสูงสุด รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน

2. ความคุ้มครองที่อยู่อาศัยกรณีวาตภัยและแผ่นดินไหว

  • เงินจ่ายส่วนที่หนึ่ง จ่ายเบื้องต้นทันที 5,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน
  • ระยะเวลาการจ่าย ดำเนินการอนุมัติและจ่ายเงินชดเชยภายใน 15 วัน
  • การจ่ายเพิ่มเติม ประเมินจ่ายเพิ่มตามมูลค่าความเสียหายจริง
  • วงเงินสูงสุด รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน

3. ความคุ้มครองต่อชีวิต

  • หากเกิดการเสียชีวิตจากภัยพิบัติภายใต้เงื่อนไขความคุ้มครอง ผู้ประสบภัยจะได้รับเงินผลประโยชน์ รายละ 2,000,000 บาท

รัฐบาลจ่ายเบี้ยประกันแทนประชาชน จำกัดความเสี่ยงงบประมาณ

อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระบุเพิ่มเติมว่า สำหรับการดำเนินงานระบบนี้ ภาครัฐจะเป็นผู้รับภาระชำระค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่ประชาชนทั้งหมด โดยมีประมาณการงบประมาณค่าเบี้ยประกันภัยอยู่ที่ประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปี

เมื่อเปรียบเทียบเชิงงบประมาณ วงเงินเบี้ยประกันดังกล่าวถือเป็นจำนวนที่น้อยกว่างบประมาณเยียวยาผู้ประสบภัยที่ภาครัฐต้องจ่ายจริงในแต่ละปีที่ผ่านมา ซึ่งเดิมทีรัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายมหาศาล ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าถุงยังชีพ ค่าจัดตั้งศูนย์พักพิง และค่าอาหาร โดยที่ยังไม่สามารถประเมินเพดานงบประมาณได้ล่วงหน้า

การจัดทำประกันภัยพิบัติแห่งชาติจึงเป็นการเปลี่ยนงบเยียวยาแบบเปิดกว้าง ให้เป็นการ จำกัดความเสี่ยง (Risk Bounding) หากไม่เกิดสถานการณ์ภัยพิบัติ เงินส่วนนี้ถือเป็นการลงทุนป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้าเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจที่รุนแรงกว่าเดิม ช่วยให้ภาครัฐประหยัดงบประมาณในระยะยาว แต่ประชาชนได้รับการคุ้มครองที่ครอบคลุม ทั่วถึง และรวดเร็วยิ่งขึ้น

ตั้งเป้าเปิดใช้งานระบบเต็มรูปแบบ กันยายน 2569

เพื่อขับเคลื่อนมติ ครม. ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) อยู่ระหว่างการผนึกกำลังร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในการเร่งจัดทำและวางโครงสร้างระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

นอกจากนี้ ปภ. จะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนฐานข้อมูลที่จำเป็น พร้อมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการปรับปรุง ยกเลิก หรือแก้ไขกฎระเบียบและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับมาตรการช่วยเหลือและเงินเยียวยาผู้ประสบภัยที่มีอยู่เดิมในปัจจุบัน

นายธีรพัฒน์ กล่าวปิดท้ายว่า ปภ. และ คปภ. ได้ตั้งเป้าหมายร่วมกันในการดำเนินงานและปรับปรุงข้อกฎหมายทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายใน เดือนกันยายน 2569 เพื่อให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ได้เข้าถึงสิทธิประโยชน์และการช่วยเหลือเยียวยาจากภาครัฐที่เป็นระบบ มีความรวดเร็ว เท่าเทียม และครอบคลุมทุกครัวเรือนทั่วประเทศ