กอ.รมน.ภาค 4 สน. เผย ออกหมายจับแล้ว 2 ราย คนร้ายกราดยิง-ปาไปป์บอมบ์ ถล่มจุดตรวจบูเก๊ะซามี จ.นราธิวาส เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 5 นาย ประชาชนบาดเจ็บ 6 ราย พบอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุเชื่อมโยงหลายคดีความมั่นคง
ความคืบหน้าเหตุ "ลอบยิงนราธิวาส" พันเอก เอกวริทธิ์ ชอบชูผล รองโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) แถลงความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนคดี เหตุคนร้ายยิงและขว้างระเบิดแสวงเครื่องแบบไปป์บอมบ์ใส่เจ้าหน้าที่ทหารพราน หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 บริเวณจุดตรวจบูเก๊ะซามี อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตจำนวน 5 นาย และมีประชาชนได้รับบาดเจ็บจำนวน 6 ราย โดยเจ้าหน้าที่ได้เร่งรวบรวมพยานหลักฐานและขยายผลอย่างต่อเนื่อง
ออกหมายจับแล้ว 2 คนร้ายกราดยิง-ปาระเบิดจุดตรวจบูเก๊ะซามี นราฯ เสียชีวิต 5 เจ็บ 6
ล่าสุด ศาลจังหวัดนราธิวาส ได้อนุมัติออกหมายจับ นายอาซีซัน (สงวนนามสกุล) ตามหมายจับศาลจังหวัดนราธิวาส ที่ 439/2569 ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
และขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการขออนุมัติศาลออกหมายจับเพิ่มเติมอีก 1 ราย ภายหลังปรากฏพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงถึงการมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์
ในส่วนของการขยายผล เจ้าหน้าที่ได้เชิญตัวผู้ต้องสงสัยที่คาดว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ เข้าสู่กระบวนการซักถามตามกฎหมาย จำนวน 3 ราย ซึ่งทั้ง 3 ราย ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยขณะนี้ 1 ราย ได้ยุติกระบวนการซักถามและส่งตัวกลับภูมิลำเนาแล้ว เนื่องจากไม่ปรากฏพยานหลักฐานเชื่อมโยงว่าเป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรง ขณะที่อีก 2 ราย ยังอยู่ในกระบวนการซักถามเพื่อขยายผลตามขั้นตอนของกฎหมาย
เจ้าหน้าที่เร่งล่าตัวคนร้าย พบอาวุธปืนใช้ก่อเหตุเชื่อมโยงหลายคดีความมั่นคง
รองโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวเพิ่มเติมว่า จากผลการสอบถามพยานบุคคล และผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เบื้องต้น พบว่าอาวุธปืนที่ใช้ในการก่อเหตุมีความเชื่อมโยงกับคดีความมั่นคงที่เคยเกิดขึ้นแล้วหลายคดี ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลร่วมกับพยานหลักฐานอื่น ๆ
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ระหว่างการขยายผลจากภาพกล้องวงจรปิด ผลการตรวจพิสูจน์วัตถุพยาน และข้อมูลจากพยานบุคคล เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และจากการรวบรวมข่าวกรองเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อเหตุ เจ้าหน้าที่สรุปข้อมูลในชั้นต้นได้ว่า ผู้ก่อเหตุมีความเชื่อมโยงกับ กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ อำเภอจะแนะ ซึ่งมีนายอับดุลเลาะ (สงวนนามสกุล) และนายมะซอฟี (สงวนนามสกุล) เป็นบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ ยังมีผู้ร่วมก่อเหตุและผู้ให้การสนับสนุนอีกหลายรายที่อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน จึงยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมได้ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการติดตามจับกุมและรูปคดี
อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้กระทบต่อการติดตามจับกุมผู้กระทำผิดที่ยังหลบหนี รวมถึงไม่กระทบต่อกระบวนการสืบสวนสอบสวน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอสงวนการเปิดเผยรายละเอียดเชิงยุทธวิธีและข้อมูลบางส่วนของคดีในระยะนี้ และยืนยันว่าจะเร่งติดตามผู้กระทำผิดทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็วที่สุด
กอ.รมน.ภาค 4 สน. ขอความร่วมมือประชาชนเฝ้าระวังเหตุรุนแรง ร่วมเป็นหูเป็นตา สร้างชายแดนใต้ปลอดภัย
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมเฝ้าระวังและสอดส่องสิ่งผิดปกติในพื้นที่ เพื่อป้องกันการก่อเหตุรุนแรงที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยเน้นย้ำว่าความปลอดภัยของชุมชนเป็นหน้าที่ที่ทุกภาคส่วนสามารถมีส่วนร่วมได้ ผ่านการเป็น "หูเป็นตา" และแจ้งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่อย่างทันท่วงที
ประชาชนสามารถช่วยสังเกตความผิดปกติรอบตัวได้ เช่น บุคคลแปลกหน้าที่เดินวนเวียนหรือมีพฤติกรรมน่าสงสัย วัตถุต้องสงสัย อาทิ กระเป๋า กล่อง หรือสิ่งของที่ถูกวางทิ้งไว้ในที่สาธารณะ ยานพาหนะที่จอดในจุดอับสายตาหรือจอดเป็นเวลานานผิดปกติ รวมถึงเสียงคล้ายระเบิด หรือพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายการเตรียมก่อเหตุในพื้นที่สำคัญ หากพบสิ่งผิดปกติ ไม่ควรเข้าไปตรวจสอบหรือสัมผัสด้วยตนเอง แต่ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที
เจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือประชาชนแจ้งข้อมูลผ่านเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ หรือ โทรสายด่วน 191 และ 1341 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยข้อมูลของผู้แจ้งจะถูกเก็บไว้เป็นความลับ เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการป้องกันเหตุ
"การแจ้งเบาะแสจากประชาชนถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบและป้องกันเหตุได้อย่างรวดเร็ว ลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับทุกคนในพื้นที่"


