สทนช. ผนึกทุกหน่วยงานรับมือฝน–เอลนีโญ เดินหน้าแผนอุทกภัย-ภัยแล้งทั่วประเทศ ยก"หาดใหญ่โมเดล"แก้วิกฤติน้ำท่วม ภาคเหนือมุ่งเป้า "เชียงใหม่-น่าน" แก้ท่วมโคลนถล่มซ้ำซาก ยกระดับเตือนภัยมาตรฐานสากล
นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ด้านบริหารจัดการน้ำ เปิดเผยว่า สทนช. ได้บูรณาการความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเฝ้าระวังและรับมือสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝน ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยได้ยกระดับระบบบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ตั้งแต่การพัฒนาระบบพยากรณ์อากาศให้สามารถคาดการณ์และแจ้งเตือนล่วงหน้าได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ไปจนถึงการเชื่อมโยงข้อมูลจากสถานีตรวจวัดน้ำฝน เรดาร์ตรวจอากาศ และสถานีโทรมาตรของหน่วยงานหลักเข้าสู่แพลตฟอร์มกลาง เพื่อให้ทุกหน่วยงานใช้ข้อมูลชุดเดียวกันในการวิเคราะห์และตัดสินใจ
พร้อมกันนี้ ยังได้ยกระดับระบบแจ้งเตือนภัยสู่มาตรฐานสากล โดยกำหนดรูปแบบข้อความเตือนภัยให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เข้าใจง่าย ลดความสับสน และสามารถเผยแพร่ผ่านสื่อหลัก สื่อออนไลน์ และเครือข่ายท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสามารถส่งข้อความเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast ไปยังโทรศัพท์มือถือทุกเครื่องที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงได้ทันที โดยประชาชนไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพิ่มเติม
นายไพฑูรย์ กล่าวว่า สำหรับพื้นที่เสี่ยงภัยในฤดูฝนปี 2569 สทนช. ได้บูรณาการข้อมูลเพื่อวางแผนรองรับฝนตกหนักตลอดฤดูกาล พร้อมกำชับทุกหน่วยงานให้ดำเนินการตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝนอย่างเคร่งครัด
ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อจัดทำแผนเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยอย่างยั่งยืน พร้อมจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานสำหรับเจ้าหน้าที่ คู่มือสำหรับประชาชน รวมถึงจัดตั้งศูนย์บัญชาการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย โดยกำหนดแผนงานป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยรวม 745 โครงการ วงเงินกว่า 56,700 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งโครงการระยะเร่งด่วน ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถป้องกันพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมได้กว่า 463,942 ไร่
สำหรับพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สทนช. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) ศึกษาบทเรียนจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา เพื่อนำมาพัฒนา “หาดใหญ่โมเดล” ซึ่งเป็นต้นแบบการบริหารจัดการอุทกภัยแบบบูรณาการ ครอบคลุมตั้งแต่การพยากรณ์ การแจ้งเตือน การเผชิญเหตุ การฟื้นฟู และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุทกภัยในอนาคต
มาตรการเร่งด่วนของหาดใหญ่โมเดล ประกอบด้วย การจัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงและแผนอพยพ การจัดทำคู่มือรับมืออุทกภัยสำหรับทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชน การเตรียมศูนย์พักพิงมาตรฐาน จุดจอดรถหนีน้ำ ถุงยังชีพ กระสอบทราย เครื่องสูบน้ำ และเรือท้องแบนพร้อมเครื่องยนต์ประจำจุดฉุกเฉิน ตลอดจนจัดทำฐานข้อมูลกลุ่มเปราะบางเพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นลำดับแรก รวมถึงการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ ฝึกอพยพร่วมกับหน่วยกู้ภัยและภาคประชาชน เพื่อทดสอบระบบแจ้งเตือนและเส้นทางอพยพก่อนเข้าสู่ฤดูน้ำหลาก พร้อมเร่งขุดลอกคูคลองและกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ
ในระยะยาว เตรียมผลักดันโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 8 แห่ง เพื่อชะลอน้ำหลาก รวมทั้งก่อสร้างคลองผันน้ำสายใหม่ระบายน้ำลงสู่ทะเลสาบสงขลา โดยกำหนดแผนดำเนินงานเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะเร่งด่วน ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว รวมทั้งสิ้น 210 โครงการ วงเงินกว่า 54,000 ล้านบาท
ส่วนพื้นที่ภาคเหนือ สทนช. ให้ความสำคัญกับจังหวัดน่านและเชียงใหม่เป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยและดินโคลนถล่ม โดยจังหวัดน่านได้ยกระดับมาตรการรับมือครอบคลุมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 100 แห่ง ใน 15 อำเภอ เร่งขุดลอกแม่น้ำน่านและลำน้ำสาขา กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ตรวจสอบความแข็งแรงของพนังกั้นน้ำ วางกระสอบทรายขนาดใหญ่ในพื้นที่เศรษฐกิจ เตรียมเครื่องจักรและกำลังพลตลอด 24 ชั่วโมง จัดตั้งศูนย์วอร์รูมเฝ้าระวัง ปรับปรุงแผนเผชิญเหตุปี 2569 พร้อมจัดทำคู่มือปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่และประชาชน
นอกจากนี้ ยังได้ตั้งคณะทำงานจัดทำแผนเตรียมความพร้อมรับมือภัยแล้งและอุทกภัยอย่างยั่งยืนในจังหวัดน่าน เพื่อศึกษา วิเคราะห์สาเหตุของปัญหา และเสนอแนวทางป้องกันความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินในอนาคต
ขณะที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดทำแผนที่คาดการณ์พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม 39 จุด พร้อมเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร และตรวจสอบอาคารควบคุมน้ำให้พร้อมใช้งาน รวมทั้งเร่งขุดลอกแม่น้ำและคูคลอง กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ พร้อมจัดตั้งศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ ขณะที่กรมชลประทานได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำของเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลและเขื่อนแม่กวงอุดมธารา รวมทั้งตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยของตัวเขื่อน เพื่อรองรับปริมาณน้ำในช่วงฤดูฝนอย่างเต็มประสิทธิภาพ
รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้เตรียมความพร้อมระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System : EWS) และบำรุงรักษาสถานีตรวจวัดต่าง ๆ ให้พร้อมใช้งาน โดยจะสื่อสารสถานการณ์ผ่านทุกช่องทาง ทั้งแอปพลิเคชัน Thai Disaster Alert สื่อสังคมออนไลน์ ระบบ Cell Broadcast และเครือข่ายท้องถิ่น พร้อมผลักดันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวัง เก็บข้อมูล และแจ้งเตือนภัยตามมาตรฐานสากล CBDRM
ขณะเดียวกัน ยังได้กำหนดมาตรการรับมือข่าวปลอม (Fake News) โดยให้เผยแพร่ข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐผ่านศูนย์ประชาสัมพันธ์ร่วม (JIC) เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นเอกภาพ
นายไพฑูรย์ กล่าวอีกว่า จากการประเมินสถานการณ์ พบว่าช่วงปลายปี 2569 สภาวะเอลนีโญมีแนวโน้มทวีความรุนแรงสูงสุด ส่งผลให้อุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติ และอาจส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงฤดูร้อนและต้นฤดูฝนปี 2570 ดังนั้น สทนช. จึงได้บูรณาการการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงาน เตรียมมาตรการรองรับล่วงหน้า โดยปรับเกณฑ์การบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำ (Rule Curve) ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้สามารถกักเก็บน้ำได้มากที่สุดในช่วงปลายฤดูฝน สร้างความมั่นคงด้านน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค การเกษตร และการรองรับผลกระทบจากภาวะแห้งแล้งในปีถัดไป





