ทีมวิจัยเจ๋ง! เพาะขยายพันธุ์ "หยาดวานรพักตร์" พืชชนิดใหม่ของโลก ดอกมีสีสันคล้ายหน้าลิงสุดอัศจรรย์ เบ่งบานนอกฤดูกาลในเรือนกระจก เร่งเดินหน้าอนุรักษ์นอกถิ่นกำเนิด
"หยาดวานรพักตร์" (Microchirita simia D.J.Middleton, Thananth., Tetsana & Suddee) พืชชนิดใหม่ของโลก ที่มีความจำเพาะต่อระบบนิเวศ โดยล่าสุดทีมวิจัยสามารถดำเนินการปลูกเลี้ยงจนสามารถออกดอกสะพรั่ง "งามนอกฤดูกาล บานในเรือนกระจก" ณ ตึกพิพิธภัณฑ์พืช กรุงเทพมหานคร ได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการศึกษาวงจรชีวิตเพื่อการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
สำหรับ "หยาดวานรพักตร์" เป็นพืชล้มลุก ที่มีถิ่นกำเนิดในพื้นที่จำกัดบริเวณเขาหินปูน อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ที่โดดเด่นด้วยลำต้นอวบน้ำสูงได้ถึง 30 เซนติเมตร ทั่วทั้งลำต้นปรากฏสีม่วงแดงเข้มและมีขนสั้นหนาแน่นปกคลุม ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม ยกเว้นบริเวณโคนต้นที่จะเรียงเวียนสลับ มีขนสั้นนุ่มหนาแน่นทั้งสองด้าน
จุดเด่นที่สุดคือส่วนดอกที่มีคำระบุชนิดว่า "simia" ซึ่งเป็นภาษาละตินแปลว่า "ลิง" เนื่องจากหากมองจากด้านหน้า ดอกจะมีทรวดทรงและสีสันคล้ายกับใบหน้าของลิงอย่างน่าอัศจรรย์ โดยหลอดกลีบดอกด้านนอกส่วนบนมีสีม่วงแดง ส่วนล่างเป็นสีเหลืองสด ขณะที่ด้านในแฉกกลีบดอกและหลอดกลีบดอกส่วนบนเป็นสีม่วงแดง ท้องดอกส่วนล่างมีแถบสีเหลืองสดและม่วงแดงเข้มสลับกันอย่างลงตัว
โดยตัวอย่างต้นแบบของพืชชนิดนี้ถูกเก็บรวบรวมโดยคณะนักพฤกษศาสตร์ไทย (Tetsana, Puudjaa, Kerdkaew, Hemrat & Jirakorn 2785) และถูกเก็บรักษาไว้เพื่อการศึกษา ณ หอพรรณไม้ (BKF)
งานวิชาการทางอนุกรมวิธานพืช
นักพฤกษศาสตร์จำเป็นต้องลงพื้นที่ภาคสนามเพื่อสำรวจและเก็บข้อมูลอย่างรอบด้าน ทั้งในเชิงสัณฐานวิทยา สรีรวิทยา นิเวศวิทยา ไปจนถึงรูปแบบการกระจายพันธุ์ อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยพืชชนิดนี้เติบโตในสภาวะแวดล้อมที่จำเพาะเจาะจงสูง ทำให้เสี่ยงต่อการถูกคุกคามในธรรมชาติ สถานภาพการอนุรักษ์ในปัจจุบันจึงยังต้องอาศัยการสำรวจกลุ่มประชากรเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง
การนำ "หยาดวานรพักตร์" มาปลูกเลี้ยงในเรือนกระจกตั้งแต่ระยะต้นกล้าและเมล็ด โดยจำลองสภาพแวดล้อมให้ใกล้เคียงกับเขาหินปูนในถิ่นกำเนิดเดิม จึงเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การอนุรักษ์นอกถิ่นกำเนิด (Ex-situ conservation) วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลเชิงลึกให้ครบรอบวงชีวิต ตั้งแต่การเพาะขยายพันธุ์ไปจนถึงแนวทางการใช้ประโยชน์ ซึ่งองค์ความรู้เหล่านี้จะเป็นหลักประกันสำคัญในการรักษาเผ่าพันธุ์ของพืชหายากชนิดนี้เอาไว้ แม้ว่าในวันข้างหน้าประชากรในป่าธรรมชาติจะเผชิญกับสภาวะวิกฤตก็ตาม โดยเป้าหมายสูงสุดของนักพฤกษศาสตร์คือการเพาะขยายพันธุ์ให้มีความแข็งแรงและพร้อมที่จะส่งกลับคืนสู่ผืนป่าธรรมชาติเพื่อสืบทอดสายพันธุ์ต่อไปอย่างยั่งยืน
ข้อมูล/ภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช , สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช





