รัฐบาลสั่งรับมือเอลนีโญเชิงรุก กางแผนจัดสรรน้ำพื้นที่ EEC ปี 69 มั่นใจภาคเกษตร-อุตสาหกรรม-ท่องเที่ยวมีน้ำใช้เพียงพอ ไม่กระทบเศรษฐกิจชาติ
รัฐบาลเดินหน้าบริหารจัดการน้ำเชิงรุก สั่งทุกหน่วยงานเตรียมพร้อมรับมือสภาวะ "เอลนีโญ" เผยแผนจัดสรรน้ำพื้นที่ยุทธศาสตร์ EEC ครอบคลุม 3 จังหวัด ภาคเกษตร-อุตสาหกรรม-ท่องเที่ยว มั่นใจปี 2569 มีน้ำกินน้ำใช้เพียงพอ ไม่ซ้ำรอยวิกฤตขาดแคลน
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรับมือสภาวะเอลนีโญอย่างเป็นระบบ หลังมีการคาดการณ์ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวจะทำให้ปริมาณฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณน้ำต้นทุนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
นายกรัฐมนตรีกำชับให้ทุกหน่วยงานบริหารจัดการน้ำเชิงรุก โดยใช้ข้อมูลคาดการณ์ล่วงหน้าในการวางแผนจัดสรรน้ำให้เพียงพอ โดยเน้นย้ำว่า "ต้องไม่รอให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำแล้วจึงแก้ไข"
EEC พื้นที่ยุทธศาสตร์ชาติ บูรณาการน้ำ 3 จังหวัด
เนื่องจากพื้นที่ EEC ครอบคลุม 3 จังหวัดสำคัญ ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ซึ่งเป็นศูนย์กลางทั้งภาคประชาชน ภาคเกษตรกรรม นิคมอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และระบบนิเวศที่ต้องใช้น้ำร่วมกัน รัฐบาลจึงมอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นแกนหลักในการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำเฉพาะพื้นที่อย่างรอบคอบและรัดกุมที่สุด
"นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การบริหารน้ำต้องดูแลประชาชนเป็นลำดับแรก ขณะเดียวกันต้องวางแผนให้ภาคเกษตร อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจสำคัญเดินต่อได้ โดยไม่ให้เกิดการแย่งใช้น้ำหรือกระทบคุณภาพชีวิตของประชาชน" น.ส.รัชดา กล่าว
กางตัวเลขแผนจัดสรรน้ำฤดูฝนปี 2569
ปัจจุบัน อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางในพื้นที่ EEC รวม 16 แห่ง มีปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ที่ 534 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็น 44% ของความจุรวม 1,462 ล้านลูกบาศก์เมตร)
สำหรับแผนจัดสรรน้ำในช่วงฤดูฝนปี 2569 (ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. – 31 ต.ค.) รัฐบาลได้เตรียมน้ำไว้รองรับรวม 1,058 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยแบ่งสัดส่วนการใช้งานดังนี้
- ภาคการเกษตร 526 ล้านลูกบาศก์เมตร
- ภาคอุตสาหกรรม 217 ล้านลูกบาศก์เมตร
- ภาคอุปโภคบริโภคและการท่องเที่ยว 169 ล้านลูกบาศก์เมตร
- ระบบนิเวศและการสูญเสียในระบบ ส่วนที่เหลือทั้งหมด
เผยแผนสำรองปี 2570 เร่งโครงข่ายน้ำ-39 โครงการยักษ์
น.ส.รัชดา กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลไม่ได้มองแค่ระยะสั้น แต่ได้สั่งการให้ใช้ข้อมูลคาดการณ์ฝนล่วงหน้า 6 เดือนของกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อประเมินปริมาณน้ำไหลเข้าอ่าง และเตรียมพร้อมใช้โครงข่ายน้ำภาคตะวันออกในการสูบผันน้ำเชื่อมโยงกัน เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำในปี 2570 ที่คาดว่าพื้นที่ EEC จะมีความต้องการใช้น้ำสูงถึงประมาณ 2,888 ล้านลูกบาศก์เมตร
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเร่งขับเคลื่อนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ EEC รวม 39 โครงการ ซึ่งหากเสร็จสิ้นทั้งหมดจะช่วยเพิ่มน้ำต้นทุนได้มากถึง 909 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยความคืบหน้าปัจจุบัน มีดังนี้
- ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว 19 โครงการ (จากที่ได้รับงบประมาณแล้ว 23 โครงการ) เพิ่มน้ำต้นทุนได้แล้ว 258 ล้านลูกบาศก์เมตร
- อยู่ระหว่างดำเนินการ 4 โครงการ คาดว่าจะเพิ่มปริมาณน้ำได้อีก 109 ล้านลูกบาศก์เมตร
วอนทุกภาคส่วนร่วมมือ ประหยัดน้ำ-ปรับสู่โรงงานอัจฉริยะ
พร้อมกันนี้ รัฐบาลขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ตระหนักถึงคุณค่าของการใช้น้ำ โดยขอให้ภาคอุตสาหกรรมเร่งปรับตัวสู่ "โรงงานอัจฉริยะ" (Smart Factory) เพื่อลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิต ขณะที่ภาคเกษตรกรรมขอให้เพาะปลูกตามแผนและแนวทางจัดสรรน้ำที่วางไว้ เพื่อลดความเสี่ยงที่ผลผลิตจะเสียหายและกระทบต่อรายได้
รัฐบาลยืนยันว่าจะเกาะติดสถานการณ์เอลนีโญอย่างใกล้ชิด และพร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้ยืดหยุ่นสอดคล้องกับสถานการณ์จริง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประชาชนจะมีน้ำกินน้ำใช้ไม่ขาดแคลน และภาคเศรษฐกิจของประเทศจะสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง





