ประวิตร” สั่ง ตรวจความพร้อมพื้นที่รับน้ำนองลุ่มน้ำภาคกลาง หนุนทุ่งท่าวุ้ง – ผักไห่ - เจ้าเจ็ด...โมเดลแก้มลิงตามระบบผังน้ำ ด้านกรมชลฯ ขานรับนโยบาย กอนช. จัดจราจรน้ำเตรียมรับน้ำหลาก ลดผลกระทบประชาชน
ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ในโอกาสลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการเตรียมความพร้อมพื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำนองในฤดูฝนปี 2564 และความก้าวหน้าผลการศึกษาโครงการจัดทำผังน้ำลุ่มน้ำสะแกกรัง ป่าสัก เจ้าพระยา ท่าจีน ในบริเวณพื้นที่รับน้ำนองท่าวุ้ง ต.บางลี่ อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ทุ่งผักไห่ และทุ่งเจ้าเจ็ด ณ ประตูระบายน้ำเจ้าเจ็ด จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ หรือ กอนช. มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ฝนที่จะเริ่มตกเพิ่มขึ้นในช่วง 3 เดือน จากนี้ ดังนั้น จึงเรียกประชุม กอนช.เป็นการด่วนในวันที่ 14 ส.ค. นี้
เพื่อติดตามประเมินผลความก้าวหน้าตาม 10 มาตรการรับมือฤดูฝนปี’64 ตามที่ได้สั่งการและเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานภายใต้ กอนช.มีแผนปฏิบัติที่ชัดเจนรายพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยและขาดแคลนน้ำได้ทั้งก่อนเกิดภัย และระหว่างเกิดภัยเพื่อแก้ไขสถานการณ์ได้ทันที ซึ่งรวมถึงความพร้อมของพื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำจุดต่างๆ หรือแก้มลิงที่มีศักยภาพรองรับน้ำหลากได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มภาคกลาง ซึ่ง กอนช.มีการคาดการณ์ว่าในชวงเดือน ส.ค.-พ.ย. จะมีพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมในภาคกลาง รวม 368 ตำบล 56 อำเภอ ใน 9 จังหวัด ได้แก่ จ.ชัยนาท นครปฐม ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงหบุรี สุพรรณบุรี และอ่างทอง
โดย สทนช. พร้อมสนับสนุนการบริหารจัดการพื้นที่ทั้งสามทุ่งดังกล่าว โดยมีระบบบังคับน้ำเข้า-ออก เพื่อเพิ่มศักยภาพพื้นที่เก็บน้ำดังกล่าวให้มากขึ้นในอนาคตด้วย เนื่องจากเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำนองที่มีศักยภาพตามโครงการศึกษาจัดทำผังในพื้นที่ตอนกลาง 4 ลุ่มน้ำ ได้แก่ ลุ่มน้ำสะแกกรัง ป่าสัก เจ้าพระยา ท่าจีน ซึ่งขณะนี้มีความก้าวหน้ากว่า 90% และจะศึกษาแล้วเสร็จในเดือน ก.ย.นี้ แล้วส่งต่อให้หน่วยงานปฏิบัติที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบแนวทางในการปฏิบัติ โดยเฉพาะการกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินและทางน้ำอย่างชัดเจน
จะเป็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน ช่วยลดความเสียหายให้แก่ชุมชนเมือง รวมถึงพืชผลทางการเกษตรจากปริมาณน้ำที่ไหลหลากจากพื้นที่ตอนบนเข้ามารวมตัวในพื้นที่ลุ่มต่ำ เช่น บริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ลพบุรี ขณะเดียวกัน ยังสามารถจัดระบบทางน้ำเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้งได้ด้วยเช่นกัน
“ที่ผ่านมา สทนช.ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น และสร้างความเข้าใจทุกภาคส่วนในโครงการศึกษาจัดทำผังในพื้นที่ตอนกลางทั้ง 4 ลุ่มน้ำ อาทิ คณะกรรมการลุ่มน้ำ หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ เพื่อสะท้อนปัญหาและความต้องการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ รวมถึงชี้แจงทำความเข้าใจในการกำหนดขอบเขต 4 พื้นที่หลัก ที่อาจจะมีผลกระทบกับประชาชนได้พื้นที่ “
ได้แก่ 1.พื้นที่ทางน้ำหลากริมแม่น้ำ 2) พื้นที่ทางน้ำหลากเพื่อระบายน้ำ 3) พื้นที่น้ำนอง และ 4) พื้นที่ลุ่มต่ำ ก่อนที่หน่วยงานจะนำผังน้ำไปใช้สนับสนุนแผนงานการป้องกันแก้ไขภัยแล้งและอุทกภัย โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์ที่ดินที่อยู่ในระบบทางน้ำตามผังน้ำ ที่ไม่ส่งผลต่อการเบี่ยงเบนทางน้ำ กระแสน้ำ หรือกีดขวางการไหลของน้ำที่เป็นอุปสรรคในการป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมน้ำแล้งได้ในอนาคต
นอกจากนี้ สทนช.ยังติดตามความก้าวหน้าความพร้อมการบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำนองอื่นๆ อาทิ พื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ มีพื้นที่ 0.265 ล้านไร่ได้เริ่มเพาะปลูกตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 ปัจจุบันเพาะปลูกไปแล้ว 0.245 ล้านไร่ รวมถึงพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่ได้ดำเนินการเตรียมแก้มลิงเพื่อรองรับน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมาตรรวม 13.04 ล้าน ลบ.ม.ที่จะต้องมีการติดตามผลการเตรียมการให้เป็นไปตามแผนสามารถรับน้ำหลากในช่วงฤดูฝนนี้ด้วยเช่นกัน
ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังการประชุมกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติเป็นประธาน ว่า ปัจจุบัน (13 ส.ค. 64) สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่ทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 38,379 ล้าน ลบ.ม. หรือ 50% ของความจุอ่างรวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 14,450 ล้าน ลบ.ม. ยังรับน้ำรวมกันได้อีกกว่า 37,689 ล้าน ลบ.ม.
เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 8,229 ล้าน ลบ.ม. หรือ 33% ของความจุอ่างรวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 1,533 ล้าน ลบ.ม. ส่วนผลการเพาะปลูกข้าวนาปี ปี 64 ทั้งประเทศทำการเพาะปลูกไปแล้วรวม 13.69 ล้านไร่ เก็บเกี่ยวแล้วรวม 0.56 ล้านไร่ เฉพาะลุ่มเจ้าพระยาเพาะปลูกแล้ว 6.39 ล้าน ไร่ เก็บเกี่ยวแล้ว 0.52 ล้านไร่ สำหรับในพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ เพาะปลูกแล้วรวม 265,000 ไร่ เก็บเกี่ยวแล้ว 237,033 ไร่
กรมชลประทาน ได้กำหนดมาตรการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำทั้งอ่างเก็บน้ำที่มีน้ำน้อยกว่า 30% (เสี่ยงแล้ง) และอ่างเก็บน้ำที่มีน้ำมากกว่า 80% (เสี่ยงท่วม) โดยให้โครงการชลประทานทุกแห่งติดตาม วิเคราะห์ และประเมินปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำปรับลดหรือเพิ่มการระบายน้ำตามความเหมาะสม และให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายน้ำให้น้อยที่สุด ควบคู่ไปกับการเก็บกักน้ำให้ได้มากที่สุด ภายใต้เกณฑ์ควบคุมปริมาณน้ำที่กำหนดไว้ในแต่ละช่วงเวลา รวมไปถึงการบริหารจัดการน้ำท่าให้มีประสิทธิภาพอย่างสูงสุด ด้วยระบบและอาคารชลประทาน พร้อมทั้งประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนให้ประชาชนรับทราบถึงสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังได้เตรียมความพร้อมพื้นที่ลุ่มต่ำต่างๆ เพื่อรองรับน้ำหลาก อาทิ พื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ (ลุ่มน้ำยม) พื้นที่ลุ่มต่ำ 12 ทุ่ง (ลุ่มน้ำเจ้าพระยา) ประกอบด้วย ทุ่งเชียงราก ทุ่งท่าวุ้ง ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก
ทุ่งบางกุ่ม ทุ่งบางกุ้ง ทุ่งบางบาล-บ้านแพน ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระยาบรรลือ และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ สำหรับปี2564 นี้ได้เตรียมความพร้อมพื้นที่ลุ่มต่ำเพิ่มเติมอีก 2 ทุ่ง ได้แก่ ทุ่งนางาม(ลุ่มน้ำยัง) จ.กาฬสินธุ์ และพื้นที่ ลุ่มต่ำลุ่มน้ำบางพลวง จ.ปราจีนบุรี ควบคู่กับการเตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือกว่า 5,000 หน่วย ที่กระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ ซึ่งสามารถเข้าไปให้การช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที ตามนโยบายของรัฐบาล และดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์







