จีน ห้ามคนรวยและคนเก่ง เดินทางออกนอกประเทศจริงหรือ? เขียนโดย ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเจ้าของเพจอ้ายจง ผู้เชี่ยวชาญจีน
ช่วงนี้มีการพูดถึงกฎระเบียบการเข้า-ออกประเทศฉบับใหม่ของจีนในลักษณะว่า จีน กำลัง “ห้ามคนรวย” หรือ “ห้ามคนเก่งและบุคลากรคุณภาพสูง” เดินทางออกนอกประเทศ เพื่อป้องกันเงินและบุคลากรไหลออกจากจีน
หากมองจากความเคลื่อนไหวหลายอย่างที่เกิดขึ้นในจีนช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมจึงเกิดการตีความเช่นนี้ เพราะนอกจากจีนจะมีกฎใหม่เกี่ยวกับการเข้า-ออกประเทศแล้ว ในช่วงเดียวกันยังมีความเคลื่อนไหวด้านการจัดเก็บภาษีจากรายได้และทรัพย์สินในต่างประเทศ รวมถึง offshore trust ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริหารความมั่งคั่งและทรัพย์สินข้ามประเทศ เมื่อนำเรื่องของ คน, เทคโนโลยี, เงิน และทรัพย์สินในต่างประเทศ มาวางอยู่ในภาพเดียวกัน จึงเกิดการตีความต่อได้ไม่ยากว่า จีนกำลังพยายามทำให้การเคลื่อนย้ายทั้งคนและทรัพย์สินออกนอกประเทศยากขึ้น
แต่หากกลับไปดูเฉพาะตัวบทกฎหมาย คำถามสำคัญคือ กฎหมายฉบับใหม่เขียนจริงหรือไม่ว่า “คนรวย” หรือ “คนเก่ง” ห้ามออกนอกประเทศ
คำตอบคือ ไม่ได้เขียนเช่นนั้น กฎหมายที่กำลังเป็นประเด็นมีชื่อว่า《国务院关于出境入境管理的规定》หรือ “ข้อกำหนดของคณะรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารการออกและเข้าประเทศ” ประกาศตามคำสั่งคณะรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ฉบับที่ 841 ผ่านการพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจีนเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2026 ประกาศเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2026
ส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการห้ามพลเมืองจีนออกนอกประเทศอยู่ในมาตรา 4 ซึ่งกำหนดไว้หลายกรณี
- กรณีแรกคือ บุคคลที่ถูกลงโทษกักขังทางปกครองจากการหลอกลวงเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารเข้า-ออกประเทศ หรือจากการเข้า-ออกประเทศโดยผิดกฎหมาย หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองสามารถพิจารณาห้ามบุคคลนั้นออกนอกประเทศเป็นเวลา 6 เดือนถึง 3 ปีหลังพ้นโทษได้
- อีกกรณีหนึ่งคือ พลเมืองจีนที่กระทำกิจกรรมผิดกฎหมายหรืออาชญากรรมในต่างประเทศ ซึ่งเป็นอันตรายต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ของประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถมีคำสั่งห้ามออกนอกประเทศเป็นเวลา 6 เดือนถึง 3 ปีนับจากวันที่เดินทางกลับจีน
แต่ส่วนที่ถูกนำไปเชื่อมโยงกับเรื่อง “คนเก่ง” หรือ “บุคลากรด้านเทคโนโลยี” มากที่สุด อยู่ในวรรคที่สามของมาตรา 4 ซึ่งระบุว่า 中国公民违反出口管制、技术进出口管理等规定,可能危害国家产业安全、技术安全的,国务院商务等有关主管部门可以决定不准其出境。
กล่าวโดยสรุป หากพลเมืองจีนฝ่าฝืนข้อกำหนดเกี่ยวกับการควบคุมการส่งออก การบริหารการนำเข้าและส่งออกเทคโนโลยี หรือข้อกำหนดอื่นที่เกี่ยวข้อง และการกระทำนั้นอาจเป็นอันตรายต่อความมั่นคงทางอุตสาหกรรมหรือความมั่นคงทางเทคโนโลยีของประเทศ หน่วยงานด้านพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของคณะรัฐมนตรีสามารถมีคำสั่งไม่อนุญาตให้บุคคลนั้นออกนอกประเทศได้
จุดสำคัญของข้อความนี้คือ กฎหมายไม่ได้กำหนดสถานะหรืออาชีพของบุคคลเป็นเหตุแห่งการห้ามเดินทาง ไม่ได้เขียนว่า นักวิจัย, วิศวกร, ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี หรือบุคลากรคุณภาพสูง ห้ามออกนอกประเทศ สิ่งที่กฎหมายกำหนดคือ ต้องมีการฝ่าฝืนข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง และการกระทำนั้นอาจกระทบต่อความมั่นคงทางอุตสาหกรรมหรือเทคโนโลยี ดังนั้น การเป็น “คนเก่ง” หรือบุคลากรที่มีทักษะสูงเพียงอย่างเดียวจึงไม่ใช่เหตุแห่งการห้ามออกนอกประเทศตามมาตรานี้
แน่นอนว่า ในทางปฏิบัติ บุคคลที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีหรืออุตสาหกรรมสำคัญอาจเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้องกับข้อกำหนดด้าน export control หรือการนำเข้าและส่งออกเทคโนโลยีมากกว่าคนทั่วไป แต่คำว่า “อาจได้รับผลกระทบจากกฎหมาย” กับ “ถูกห้ามออกนอกประเทศเพราะเป็นคนเก่ง” เป็นคนละความหมายกัน และไม่ควรนำมาปะปนกัน
ในกรณีของ “คนรวย” ยิ่งเห็นความแตกต่างได้ชัด หากกลับไปอ่านมาตรา 4 จะไม่พบข้อกำหนดว่าการมีเงินมาก มีทรัพย์สินมาก หรือมีทรัพย์สินอยู่ในต่างประเทศ เป็นเหตุแห่งการห้ามออกนอกประเทศ กฎหมายไม่ได้กำหนดระดับรายได้หรือมูลค่าทรัพย์สินว่า เมื่อถึงระดับหนึ่งแล้วบุคคลจะถูกจำกัดการเดินทาง กล่าวอีกอย่างคือ การเป็นคนรวยเพียงอย่างเดียวไม่ใช่เหตุแห่งการห้ามออกนอกประเทศตามกฎหมายฉบับนี้
อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าการเชื่อมโยงเรื่องนี้เข้ากับ “คนมั่งคั่ง” เกิดขึ้นโดยไม่มีที่มา เพราะหากขยายภาพออกไปจากกฎหมายเข้า-ออกประเทศเพียงฉบับเดียว จะเห็นว่าในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน จีน มีความเคลื่อนไหวด้านการกำกับกิจกรรมและทรัพย์สินข้ามพรมแดนหลายด้าน และหลายเรื่องกระทบกับกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงโดยตรง ทำให้หลายสื่อเชื่อมโยงตรงนี้
ตัวอย่างสำคัญคือความเคลื่อนไหวในเดือนกรกฎาคม 2026 เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เชื่อมโยงกับ offshore trust ซึ่งอธิบายอย่างง่ายได้ว่าเป็นการนำทรัพย์สินไปไว้ใน trust ที่จัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายของต่างประเทศ เพื่อให้ trustee ถือและบริหารทรัพย์สินตามเงื่อนไขที่กำหนดเพื่อประโยชน์ของ beneficiaries หรือผู้รับผลประโยชน์ โครงสร้างประเภทนี้ถูกใช้ในการบริหารความมั่งคั่ง การวางแผนมรดก การส่งต่อทรัพย์สินระหว่างรุ่น และการจัดสรรทรัพย์สินข้ามประเทศ
การมี offshore trust ไม่ได้หมายความว่าเป็นการซ่อนเงินหรือหลบภาษีโดยตัวมันเอง แต่สำหรับผู้ที่ยังเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีของจีน การนำทรัพย์สินไปอยู่ในโครงสร้างต่างประเทศก็ไม่ได้ทำให้รายได้หรือผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องหลุดออกจากระบบภาษีจีนโดยอัตโนมัติ หลักเกณฑ์ที่ออกในปี 2026 ทำให้การปฏิบัติทางภาษีเกี่ยวกับ offshore trust มีรายละเอียดชัดเจนขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่การนำทรัพย์สินเข้าสู่ trust รายได้และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินงาน ไปจนถึงการสิ้นสุด trust โดยรายได้หรือกำไรบางประเภทอาจอยู่ภายใต้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตรา 20% แต่ไม่ได้หมายความว่า “ทรัพย์สินทั้งหมดใน offshore trust ถูกเก็บภาษี 20%” เพราะยังต้องพิจารณาประเภทรายได้ ธุรกรรม และช่วงเวลาที่เกิดภาระภาษีตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ต่อมาในเดือนสิงหาคม ยังมีรายงานถึงการบังคับใช้การจัดเก็บภาษีกับรายได้จากผลิตภัณฑ์ประกันในต่างประเทศอย่างเข้มงวดขึ้น รวมถึงผลตอบแทนจากกรมธรรม์ในฮ่องกงบางประเภท เมื่อวางความเคลื่อนไหวเหล่านี้ไว้ข้างกฎหมายเข้า-ออกประเทศ จึงพอเข้าใจได้ว่าทำไมสื่อต่างประเทศบางแห่งจึงมองเห็นภาพของ “กำแพงด้านกฎระเบียบ” ที่สูงขึ้นต่อกิจกรรมข้ามพรมแดน
ด้านหนึ่งคือการกำกับการเคลื่อนย้ายของ “คน” ผ่านกฎการเข้า-ออกประเทศและอำนาจห้ามเดินทางในบางกรณี อีกด้านคือการกำกับ “เงินและทรัพย์สิน” ผ่านระบบภาษีและการตรวจสอบโครงสร้างความมั่งคั่งในต่างประเทศ และเนื่องจากมาตรการด้าน offshore wealth ย่อมเกี่ยวข้องกับผู้ที่มีทรัพย์สินและการลงทุนข้ามประเทศมากกว่าคนทั่วไป คำว่า “คนมั่งคั่ง” จึงเข้ามาปรากฏอยู่ในรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ไม่ยาก
สิ่งที่ต้องแยกให้ออกก็คือ นี่เป็นการนำมาตรการหลายชุดมาประกอบกันเพื่ออธิบายทิศทางการกำกับดูแลของจีน ไม่ใช่ข้อความที่เขียนอยู่ในกฎหมายเข้า-ออกประเทศฉบับใหม่โดยตรง
อีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้เรื่อง “คนรวย” ถูกเชื่อมโยงกับการเดินทางออกนอกประเทศคือ รายงานจากสื่อต่างประเทศเกี่ยวกับ private bankers และผู้ให้บริการด้าน wealth management ที่ทำงานกับลูกค้าชาวจีนที่มีความมั่งคั่งสูง มีรายงานว่า private bankers บางรายถูกสอบถามที่ด่านเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการเดินทาง และผู้ประกอบการมีความระมัดระวังมากขึ้นในการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการลงทุนต่างประเทศสำหรับลูกค้าจากจีนแผ่นดินใหญ่
ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญในฐานะภาพสะท้อนของบรรยากาศการกำกับดูแลในทางปฏิบัติ แต่ก็ยังไม่ใช่หลักฐานว่ากฎหมายเข้า-ออกประเทศฉบับใหม่กำหนดให้ private bankers หรือคนมั่งคั่งเป็นกลุ่มที่ถูกห้ามเดินทางโดยสถานะของพวกเขาเอง
ยิ่งไปกว่านั้น ยังต้องแยกระหว่าง private banking หรือ wealth management กับสิ่งที่กฎหมายเรียกว่า 出境入境中介服务 หรือ “บริการตัวกลางด้านการเข้า-ออกประเทศ” เพราะสองอย่างนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกันตามตัวบทกฎหมาย
ตั้งแต่มาตรา 7 เป็นต้นไป กฎหมายกำหนดระบบกำกับผู้ให้บริการที่รับมอบหมายจากผู้เดินทางให้ดำเนินบริการเกี่ยวกับการเข้า-ออกประเทศ เช่น การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับนโยบาย การรับดำเนินการด้านเอกสาร หรือการจัดการขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง องค์กรและบุคลากรที่ให้บริการดังกล่าวต้องเข้าสู่ระบบการขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองตามที่กำหนด ขณะที่มาตรา 8 กำหนดคุณสมบัติด้านบุคลากร เงินทุน สถานที่ ระบบบริหารจัดการ การรักษาข้อมูล และการปฏิบัติตามกฎ หากประกอบธุรกิจตัวกลางสำหรับการเดินทางออกนอกประเทศ ยังต้องมีความสัมพันธ์หรือข้อตกลงความร่วมมือกับผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องในต่างประเทศด้วย และกฎหมายยังกำหนดไม่ให้บริษัทหรือองค์กรจากต่างประเทศเข้ามาให้บริการตัวกลางด้านการเข้า-ออกประเทศภายในจีนโดยตรง
มาตรา 10 ยังห้ามผู้ให้บริการเหล่านี้เผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือโฆษณาที่ทำให้เข้าใจผิด ช่วยจัดทำเอกสารเท็จ ช่วยดำเนินการเกี่ยวกับวีซ่า หนังสือเดินทาง หรือเอกสารเข้า-ออกประเทศโดยฝ่าฝืนกฎ เปิดเผยหรือขายข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงช่วยเหลือกิจกรรมผิดกฎหมายข้ามพรมแดน นอกจากนี้ หากเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคลากรทางทหารมอบหมายให้บริษัทเหล่านี้ช่วยดำเนินการขอสัญชาติต่างประเทศ สิทธิพำนักถาวรในต่างประเทศ เอกสารพำนัก หรือเอกสารเข้า-ออกประเทศอื่นโดยฝ่าฝืนกฎ บริษัทต้องไม่ดำเนินการและต้องรายงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้น สิ่งที่กฎหมายกำกับโดยตรงคือ “ธุรกิจตัวกลางด้านการเข้า-ออกประเทศ” ไม่ควรขยายความต่อไปว่า private bankers หรือบริษัท wealth management ทั้งหมดอยู่ภายใต้ข้อกำหนดดังกล่าว บริษัทหนึ่งอาจมีบริการหลายประเภท และบริการบางอย่างอาจทับซ้อนกับเรื่องการย้ายถิ่นฐาน การขอสิทธิพำนัก หรือการดำเนินเอกสารไปต่างประเทศได้ แต่ต้องพิจารณาจากกิจกรรมที่บริษัทนั้นทำจริง ไม่ใช่เพียงเพราะบริษัทให้บริการลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูง
นอกเหนือจากเรื่องการห้ามออกนอกประเทศและการกำกับธุรกิจตัวกลาง กฎหมายฉบับใหม่ยังเพิ่มรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการตรวจสอบการเข้า-ออกประเทศด้วย มาตรา 3 กำหนดว่า เหตุผลในการขอเข้า-ออกประเทศหรือพำนักต้องเป็นจริงและชอบด้วยกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและหน่วยงานวีซ่าสามารถสอบถามข้อมูล รวมถึงขอเอกสาร ข้อมูล และข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันตัวตนและเหตุผลดังกล่าวได้ หากผู้เดินทางให้เอกสารหรือคำชี้แจงที่เป็นเท็จ เจ้าหน้าที่สามารถไม่ออกเอกสารเข้า-ออกประเทศ หรือไม่อนุญาตให้เข้า-ออกประเทศได้
ส่วนมาตรา 6 กำหนดหลักเกี่ยวกับการแจ้งคำสั่งห้ามออกนอกประเทศ โดยทั่วไปหน่วยงานที่ออกคำสั่งต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรถึงข้อเท็จจริง เหตุผล ฐานทางกฎหมาย และช่องทางการเยียวยา แต่หากการแจ้งดังกล่าวอาจกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ การสอบสวนคดีอาญา หรือเข้ากรณีอื่นตามที่กฎหมายกำหนด ก็เปิดทางให้ไม่แจ้งแก่บุคคลนั้นได้
เมื่อมองทั้งหมดนี้ ภาพที่ได้จึงมีสองระดับที่ควรแยกออกจากกัน ระดับแรกคือตัวบทของกฎหมายเข้า-ออกประเทศฉบับใหม่ ซึ่งไม่ได้บัญญัติว่า “คนรวย” หรือ “คนเก่ง” ถูกห้ามออกนอกประเทศ การห้ามเดินทางตามมาตรา 4 ผูกอยู่กับพฤติการณ์และการฝ่าฝืนข้อกำหนดบางประเภท ไม่ได้ผูกอยู่กับฐานะทางเศรษฐกิจ ระดับความสามารถ หรืออาชีพของบุคคล ดังนั้น การสรุปว่า “จีนออกกฎหมายห้ามคนรวยและคนเก่งเดินทางออกนอกประเทศ” จึงกว้างกว่าสิ่งที่ตัวบทกฎหมายเขียนไว้จริง
แต่อีกระดับหนึ่งคือบริบทของนโยบายและการบังคับใช้ ซึ่งไม่ควรถูกตัดออกจากการวิเคราะห์ เพราะในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน จีนมีความเคลื่อนไหวหลายด้านพร้อมกัน ตั้งแต่การควบคุมการส่งออกและเทคโนโลยี การกำกับธุรกิจตัวกลางด้านการเข้า-ออกประเทศ การตรวจสอบ offshore trust และรายได้ในต่างประเทศ ไปจนถึงรายงานเกี่ยวกับ private bankers และธุรกิจ wealth management
หากมองแต่ละมาตรการแยกจากกัน เราจะไม่พบกฎหมายฉบับหนึ่งที่ประกาศว่า “ห้ามคนรวยและคนเก่งออกจากจีน” แต่หากนำมาตรการเหล่านี้มาวางต่อกัน ก็จะเห็นทิศทางที่ชัดขึ้นว่า จีนกำลังเพิ่มรายละเอียดและความเข้มข้นในการกำกับกิจกรรมข้ามพรมแดนหลายมิติพร้อมกัน ทั้งการเคลื่อนย้ายของคน การถ่ายโอนเทคโนโลยี การบริหารเงิน และการถือครองทรัพย์สินในต่างประเทศ และนั่นอาจเป็นคำอธิบายที่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นมากกว่าการสรุปสั้นๆ ว่า จีน กำลัง “ห้ามคนรวย-คนเก่งออกนอกประเทศ” เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นมีความซับซ้อนกว่านั้นมาก
อ้ายจง เชื่อว่ามีหลายคนมองว่ามาตรการด้านภาษีและทรัพย์สินในต่างประเทศย่อมมีแนวโน้มกระทบผู้มีรายได้หรือทรัพย์สินสูงมากกว่าคนทั่วไป ขณะที่กฎเกี่ยวกับการควบคุมการส่งออกและการถ่ายทอดเทคโนโลยีก็อาจกระทบบุคลากรในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีบางกลุ่มมากกว่า จนนำไปสู่การตีความว่าเป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมเงินทุนหรือ “กันสมองไหล”
ข้อสังเกตเหล่านี้สามารถถกเถียงกันได้ และรายงานของสื่อต่างประเทศบางแห่งก็สะท้อนว่า บรรยากาศการกำกับดูแลอาจทำให้คนมั่งคั่งและบุคลากรบางกลุ่มถูกตรวจสอบหรือระมัดระวังเรื่องการเดินทางมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือต้องแยกระหว่าง “ใครมีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากกว่า” กับ “กฎหมายกำหนดห้ามคนกลุ่มนั้นออกนอกประเทศ” เพราะสองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
ดังนั้น การกล่าวว่ามาตรการเหล่านี้อาจส่งผลให้คนมั่งคั่งหรือบุคลากรเทคโนโลยีบางกลุ่มถูกควบคุมหรือตรวจสอบมากขึ้น เป็นข้อวิเคราะห์ที่ถกเถียงและตรวจสอบจากการบังคับใช้จริงได้ แต่การสรุปว่า “จีนออกกฎหมายห้ามคนรวยและคนเก่งออกนอกประเทศ” เป็นการก้าวจากการวิเคราะห์ผลของนโยบาย ไปเป็นข้อกล่าวอ้างถึงสิ่งที่ตัวบทกฎหมายกำหนดโดยตรง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน
เขียนโดย ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, รองเลขาธิการสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน (ฝ่ายไอที) และเจ้าของเพจอ้ายจง ผู้เชี่ยวชาญจีน





