การเมือง

'หญิงหน่อย'ชงพิมพ์เขียวบันได3ขั้นสยบ'โควิด'สิ้นปีนี้ เปิดประเทศมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้ปชช.

"สุดารัตน์" ชง พิมพ์เขียว สยบ "โควิด" ในสิ้นปีนี้ เป็นของขวัญปีใหม่ ปชช. ให้สามารถเปิดเมือง ทำมาหากินได้ ด้วยบันได 3 ขั้น เร่งตรวจหาเชื้อ นำผู้ป่วยเข้าระบบ เร่งหาวัคซีน mRNA เป็นวัคซีนหลัก

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย แถลงถึงแนวทางแก้แก้ปัญหาโควิดว่า ขอเสนอพิมพ์เขียวสยบโควิดให้ได้ภายในสิ้นปีนี้เพื่อคืนชีวิตปกติสุข เปิดเมือง เปิดประเทศ ให้ประชาชนได้กลับมาทำมาหากิน เป็นของขวัญปีใหม่ให้พี่น้องชาวไทย บนหลักการโครงการ 30 บาท รักษาโควิดถ้วนหน้าเพื่อคุ้มครองการตรวจ -รักษา-ฉีดวัคซีนประสิทธิผลสูง ให้คนไทยทุกคนได้อย่างแท้จริง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

โดยคนไทยทุกคนที่ต้องการตรวจเชื้อต้องได้ตรวจ ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษา และต้องได้รับวัคซีนที่มีคุณภาพ ต้องไม่มีประชาชนตายคาบ้าน หรือตายกลางถนนอีกต่อไป

บันได 3 ขั้นสยบโควิด

ขั้นที่ 1 “ด้านการควบคุมการแพร่ระบาดต้องเร่งตรวจหาผู้ติดเชื้อและนำผู้ติดเชื้อเข้าระบบให้เร็วที่สุด

การสั่ง Lock Down โดยไม่เร่งตรวจหาผู้ติดเชื้อ จะไม่สามารถควบคุมการระบาดได้ในเวลาที่รวดเร็ว แต่จะกลับจะซ้ำเติมปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนคือเจ็บแล้วไม่จบ

1.ต้องสั่งเลิกการผูกขาดการนำเข้า ชุดตรวจ / ยา / วัคซีน ของหน่วยงานรัฐทั้งหมด เลิกกฎระเบียบที่ขวางกั้นการตรวจ และการรักษาของประชาชนทันที โดยเฉพาะระเบียบการเบิกจ่ายเงินของสปสช.

2 ให้นำ Rapid Antigen Test ตรวจประชาชนกลุ่มเสี่ยงทุกคนในพื้นที่สีแดง/แดงเข้ม เพื่อเร่งนำผู้ติดเชื้อเข้าสู่ระบบ ตัดวงจรการระบาด

3  ทำระบบแอพพลิเคชั่นให้ผู้ที่ตรวจแล้วมีผลเป็นบวก ได้เข้าระบบการดูแลรักษาทันที

ขั้นที่2 “ด้านการรักษาผู้ติดเชื้อ

เพื่อลดอัตราการป่วยหนัก การตาย และแก้ปัญหาเตียงไม่พอ โดยนำผู้ติดเชื้อเข้าระบบให้เร็วที่สุด

ผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการ หรืออาการน้อยให้เข้า Program Home Isolation และเร่งทำ Community Isolation ให้เพียงพอกับผู้ติดเชื้อ โดยใช้โรงเรียน,วัด,หรือหอประชุมที่อยู่ใกล้ชุมชน

ผู้ที่มีอาการไม่มากเข้าโรงพยาบาลสนาม (เตียงเขียว) โดยต้องให้  ยาฟาวิพิราเวียร์ทันทีเพื่อลดอาการป่วยหนัก และการเสียชีวิตของประชาชน  ต้องตั้งเป้าให้คนหายป่วยกลับบ้านได้ตั้งแต่เตียงเขียว

และขั้นที่3 “ด้านการป้องกัน

โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ที่จะทำให้คนไทยสามารถมีชีวิตอยู่กับโรคโควิดได้อย่างปลอดภัย

1.ต้องเร่งจัดหาวัคซีน mRNA ที่สามารถต่อสู้กับเชื้อกลายพันธุ์เดลต้าที่กำลังระบาด มาเป็นวัคซีนหลักคู่กับแอสตร้าเซนเนก้า ให้คนไทยมีสิทธิเลือกวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ

2.ปรับแผนบริหารวัคซีน โดยต้องจัดหาวัคซีนให้ได้เฉลี่ยเดือนละ 15 ล้านโดส หรือฉีดให้ได้วันละ 500,000 โดส ให้คนไทยอย่างน้อย 70% หรือ 50ล้านคน ภายในสิ้นปีนี้ เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่

และเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับคนไทย ได้เปิดเมือง เปิดประเทศ ได้กลับมาทำมาหากินอีกครั้ง

ตามแผนที่พรรคไทยสร้างไทยเสนอ ประชาชน50 ล้านคนจะได้ฉีดวัคซีนหนึ่งเข็มทุกคนภายในเดือนธันวาคม และครบสองเข็มภายในเดือนมกราคม แต่ถ้ายังใช้แผนเดิมในอัตราการฉีดเฉลี่ยในปัจจุบันประชาชนจะได้รับวัคซีนครบสองเข็มในเดือนกรกฎาคมปีหน้า ซึ่งนานเกินไปเสี่ยงต่อการไม่เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ และจะทำให้เป็นอันตรายต่อชีวิต และทำลายเศรษฐกิจอีกยาวนานคุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

นอกจากนั้น ประธานพรรคไทยสร้างไทย ยังได้กล่าวว่าข้อเสนอที่พรรคไทยสร้างได้จัดทำนี้เป็นความห่วงใยอย่างที่สุดต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เดินมาถึงจุดที่เป็นอันตรายอย่างที่สุดต่อชีวิตของพี่น้องชาวไทย และต่อเศรษฐกิจไทย  จึงถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมแรงร่วมใจ ช่วยกันนำพาประชาชนให้ออกจากมหาวิกฤตินี้ให้ได้ พรรคไทยสร้างไทยจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐบาลจะได้รับแผนงานนี้ไปดำเนินการ เพื่อแก้มหาวิกฤตของประเทศในครั้งนี้ให้ได้เร็วที่สุด