สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าเวสต์เท็กซัส ปิดตลาดวันพุธ(7ก.ย.)ปรับตัวร่วงลง 1.17 ดอลลาร์ ท่ามกลางความขัดแย้งในการเจรจานโยบายการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ส่งมอบเดือนส.ค. ซึ่งมีการซื้อขายที่ตลาดไนเม็กซ์ลดลง 1.17 ดอลลาร์ ปิดที่ 72.20 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนส.ค. ลดลง 1.10 ดอลลาร์ ปิดที่ 73.43 ดอลลาร์/บาร์เรล
นักวิเคราะห์มองมุมบวกว่า ความล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงของโอเปกพลัสจะทำให้ทางกลุ่มยังคงปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันต่อไป โดยไม่มีการเพิ่มกำลังการผลิตในเดือนส.ค.ตามแผนที่วางไว้
“ในเมื่อไม่มีข้อตกลง การผลิตและการส่งออกจึงไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยทางกลุ่มจะยังคงดำเนินการตามกรอบเดิม” นายนอร์เบิร์ต เรคเกอร์ นักวิเคราะห์จากจูเลียส แบร์ กล่าว
อย่างไรก็ดี นายหลุยส์ ดิกสัน นักวิเคราะห์จากบริษัทไรสแตด เอเนอร์จี กล่าวว่า ความขัดแย้งของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันอาจส่งผลให้ประเทศต่างๆพากันแข่งขันกันผลิตน้ำมันโดยไร้ข้อตกลงควบคุมกำลังการผลิต
นายดิกสันกล่าวว่า ตลาดยังคงอยู่ในภาวะตึงตัวสำหรับผู้บริโภค โดยเฉพาะในสหรัฐ ซึ่งราคาน้ำมันกำลังมีราคาแพงสำหรับผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรม
ด้านโกลด์แมน แซคส์ระบุว่า ความล้มเหลวในการเจรจาของกลุ่มโอเปกพลัสสร้างความไม่แน่นอนต่อนโยบายการผลิตน้ำมัน แต่โกลด์แมน แซคส์ยังคงคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะยังคงพุ่งแตะระดับ 80 ดอลลาร์/บาร์เรลในช่วงต้นปีหน้า
ทั้งนี้ โอเปกพลัสได้ตัดสินใจเลื่อนการประชุมออกไปโดยไม่มีกำหนด จากเดิมที่มีกำหนดประชุมกันในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)
รายงานระบุว่า ซาอุดีอาระเบียและรัสเซียเสนอให้เพิ่มกำลังการผลิตรวม 2 ล้านบาร์เรล/วันในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยให้ทยอยปรับเพิ่มเฉลี่ยเดือนละ 400,000 บาร์เรล/วันตั้งแต่เดือนส.ค.ไปจนถึงเดือนธ.ค.2564 และขยายเวลาในการปรับลดกำลังการผลิตที่เหลือไปจนถึงปลายปี 2565
อย่างไรก็ดี ยูเออี คัดค้านข้อเสนอดังกล่าว พร้อมกับเรียกร้องมีการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์ในการกำหนดระดับการผลิตขั้นต่ำ เนื่องจากยูเออี ต้องการเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อเพิ่มรายได้จากการจำหน่ายน้ำมัน หลังจากที่ประเทศต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19





