5 ปมร้อน‘น้ำเงิน’อุ้ม‘น้ำเงิน’ ฝ่ามรสุมการเมือง รักษาสภาพ ‘แกนนำ’ ขั้วค้าน’ชิงยื่นซักฟอก ลดความชอบธรรมรัฐบาล
KEY POINTS
- พรรคภูมิใจไทยถูกตั้งข้อสังเกตว่าใช้อำนาจรัฐและกลไกองค์กรอิสระเพื่อช่วยเหลือคนในพรรค เช่น กรณี ป.ป.ช. ยกคำร้องคดีหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ และกรณี กกต. ไม่ดำเนินคดีกับแกนนำในคดีฮั้ว สว.
- การจัดการปัญหาทุจริตระดับชาติถูกวิจารณ์ว่าไม่จริงจังเมื่อเกี่ยวข้องกับคนใกล้ชิดผู้มีอำนาจ ทั้งกรณีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น และปัญหาน้ำมันแพงที่รัฐมนตรีของพรรคถูกตั้งข้อครหา
- พรรคแสดงจุดยืนปกป้อง สส. ของตนเองอย่างเต็มที่ กรณีสามี สส. ชัยภูมิ ถูกตั้งคำถามว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยมีรัฐมนตรีในสังกัดพรรคออกมาช่วยชี้แจงและปฏิเสธการตรวจสอบ
หลายๆ ครั้ง “พรรคภูมิใจไทย” มักถูกตั้งคำถามว่า กำลังใช้กลไกอำนาจรัฐที่ตัวเองถืออยู่ หรือกลไกที่ตัวเองแทรกแซง เพื่อช่วยให้รอดพ้น หรือดึงเรื่องเอาไว้ โดยเฉพาะเรื่องที่อาจจะเป็นภัยต่อภาพรวมของ “ค่ายสีน้ำเงิน” ได้
มรสุมหลายลูกก่อนหน้านี้ หลายเรื่องเป็นเช่นนั้น เริ่มตั้งแต่กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยกคำร้องคดีถือหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่นของ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีต รมว.คมนาคม และอดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยให้ขาดคุณสมบัติรัฐมนตรีมาก่อนเป็นบรรทัดฐานเอาไว้
แม้ต่อมา “พรรคประชาชน” และ “สว.” บางส่วน จะพยายามใช้ช่องทางยื่นผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ศาลฎีกาตรวจสอบ “กรรมการ ป.ป.ช.” ในเรื่องดังกล่าว แต่ผ่านมาแล้วหลายเดือนนับตั้งแต่วันที่ยื่น เรื่องกลับดูไม่มีความก้าวหน้าแต่อย่างใด
โดย “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองคำร้องจากภายนอกเพื่อตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อช่วงเดือนสิงหาคม แต่จนถึงขณะนี้แทบไม่มีอะไรคืบหน้าเลย จนถูกตั้งข้อสังเกตว่า เป็นความพยายามในการที่จะ “ดึง” และ “ดอง” เรื่องเอาไว้ โดยใช้กลไกประธานสภาฯ
หากเรื่องนี้ถึงมือ “ศาลฎีกา” จะส่งผลต่อความไม่แน่นอนของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งยังไม่สามารถเข้าไปก้าวก่าย หรือแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมดังกล่าวได้
อีกกรณีที่ถูกครหามากคือ “คดีฮั้ว สว.” ในมือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ถูกกล่าวหาตั้งแต่ระดับ “หัว” ถึง “หาง” ทั้งผู้นำจิตวิญญาณ หัวหน้าพรรค นายกฯ รัฐมนตรี สส. สมาชิกพรรค ตลอดจน สว.สีน้ำเงิน
ก่อนหน้าที่ กกต.จะวินิจฉัยและมีมติออกมา หลักฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคลิปวิดีโอ คลิปเสียงสนทนา ข้อความ รายการโทรเข้า – ออก ถูกเผยแพร่ออกมามากมาย แต่สุดท้าย กกต.กลับปล่อยผีหมด เล่นงานเพียงระดับ “หาง” เพื่อลดทอนกระแสสังคม ในขณะที่ระดับ “หัว” ไม่มีใครถูกสั่งฟ้องแม้แต่คนเดียว โดยลดยกพวง
มีหลายสิ่งบ่งชี้ว่า มีความพยายามในการช่วยเหลือกัน ตั้งแต่ กกต.ชุดนี้ ที่มี 4 จาก 7 คน ผ่านความเห็นชอบจาก สว.ชุดปัจจุบันที่เป็นผู้ถูกกล่าวหา
รวมไปถึงคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ชุดที่ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาหมดเกลี้ยงทั้ง 229 ราย ซึ่ง 1 ในกรรมการคือ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ปัจจุบันได้รับการพาสชั้นจากอธิบดีกรมคุมประพฤติเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แล้ว
ขณะที่ไม่นานมานี้ ยังมีปัญหาคลางแคลงใจสังคมคือ กรณีทุจริตสอบเข้าเป็นพนักงานหรือข้าราชการส่วนท้องถิ่น ที่แรกเริ่มเดิมที “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย “เล่นใหญ่” ประกาศจะถอนรากถอนโคนขบวนการทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ที่อยู่ในช่วงเวลาดังกล่าว
ทว่า มีแต่ผู้เข้าสอบที่ถูกเพิกถอนการบรรจุข้าราชการ “ตัวใหญ่” สุดที่ถูกสอยเป็นแค่ระดับ “รองอธิบดี” เท่านั้น ขณะที่นักการเมืองหลายคน รวมถึงคนใกล้ชิดผู้มีอำนาจอย่าง "ทองเจือ ชาติกิจเจริญ" คณะทำงานนายกฯ ที่ถูกพาดพิงว่า เกี่ยวข้องกลับไม่โดนแม้กระทั่งถูกตรวจสอบด้วยซ้ำ
มีเพียง “อนุทิน” ทำเรื่องไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อสอบถามข้อมูล แต่กลับไม่ได้รับการเปิดเผยว่า ผลเป็นอย่างไร ขณะที่ ”ทองเจือ“ ก็เก็บตัวเงียบเพื่อหลบลมร้อน ไม่ปรากฎตัวเคียงข้างนายกฯอีกนับตั้งแต่เกิดเรื่อง
ทั้งที่ในทางปฏิบัติแล้ว “อภิมหากาพย์การโกง” ครั้งใหญ่ของประเทศ “ฝ่ายประจำ” ย่อมไม่กล้าทำโดยพลการเด็ดขาด หากไม่มีระดับฝ่ายการเมืองไฟเขียว
แม้แต่เรื่อง “วิกฤติน้ำมันแพง” และขาดแคลนน้ำมันในประเทศไทย อันมาจากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งคนใน “พรรคภูมิใจไทย” อย่าง “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ตกเป็นจำเลยของสังคม เพราะบุคคลในครอบครัวประกอบธุรกิจจำหน่ายน้ำมัน และยังได้รับผิดชอบเรื่องการบริหารจัดการน้ำมันในประเทศไทยในช่วงแรกที่เกิดวิกฤติใหม่ๆ ตลอดจนเรื่อง “น้ำมันล่องหน” ที่หายไปจากระบบ
หลังเกิดภาพประชาชนต่อแถวเพื่อซื้อน้ำมันในหลายจังหวัด และข้อครหาต่อ “พิพัฒน์” ทำให้มีกระแสเรียกร้องให้มีการปลด รมว.คมนาคม หากแต่ “อนุทิน” กลับยืนกรานว่า เชื่อมั่นในการทำงาน
ขณะที่ประเด็นการตรวจสอบเรื่องการกักตุนน้ำมัน จนถึงขณะนี้ยังทำได้เพียงจับผู้ค้ารายย่อยที่เป็นตัวเล็กตัวน้อยในระบบได้เท่านั้น
รวมถึงเรื่องล่าสุด กรณีฐานะและอาชีพของ “ไท่หยาง ซาง” สามีของ “ไอเดียร์” สุชาดา แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ที่ถูกตั้งคำถามว่า เชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์หรือไม่
ปัจจุบัน “ค่ายสีน้ำเงิน” ใช้ทุกองคาพยพและกลไกในมือ ออกมาช่วยและสยายปีกปกป้อง ตั้งแต่ “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่การันตีว่า “ไอเดียร์” ไม่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ หรือ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ที่ออกมาระบุว่า เว็บไซต์พนันของสามี สส.ชัยภูมิ ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการในประเทศคูราเซาถูกต้อง และอยู่นอกเหนืออำนาจกฎหมายไทย
ล่าสุดยิ่งชัดว่า “พรรคภูมิใจไทย” กำลังอุ้ม “ไอเดียร์” หลัง “ศุภชัย ใจสมุทร” ประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย ออกมาตอบโต้ “รังสิมันต์ โรม” แกนนำพรรคประชาชน ที่ใช้อำนาจประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เรียก “ไอเดียร์” ไปชี้แจง แต่ปฏิเสธที่จะไป
หากกรณีของ “ไอเดียร์” ถลำลึกไปกว่านี้ อาจจะลามมาถึงภาพลักษณ์ของพรรคที่มีนโยบายปราบปรามสแกมเมอร์ และทุนเทาได้
ทั้งหมดคือ 5 ปมร้อนทางการเมือง ท่ามกลางปฏิบัติการ “น้ำเงิน” อุ้ม “น้ำเงิน” เพื่อฝ่ามรสุมลูกใหญ่ ประคับประคองให้สถานการณ์ เพื่อรักษาสถานะภาพ “แกนนำ” รัฐบาล
เมื่อคำนวณขั้นตอนทางธุรการ หลังยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ อาจจะไปลงช่วง ปลายเดือน ต.ค. หรือต้นเดือน พ.ย.นี้ จึงคาบเกี่ยวระหว่างอาจจะมีคำสั่งให้ สว. หยุดปฏิบัติหน้าที่ได้ หากเรื่องดำเนินการเร็ว
ปฏิบัติการ “น้ำเงิน” อุ้ม “น้ำเงิน” ถูกฉายภาพให้เห็น ฝั่ง “ขั้วฝ่ายค้าน” ฉวยจังหวะ “ซักฟอก” เพื่อลดความชอบธรรมของ “รัฐบาลอนุทิน” ทันทีเช่นกัน





