‘ดาวโจนส์’ทรุด 469 จุดเหตุบอนด์ยีลด์กดดันตลาด

‘ดาวโจนส์’ทรุด 469 จุดเหตุบอนด์ยีลด์กดดันตลาด
27 กุมภาพันธ์ 2564
2,475

ดัชนีดาวโจนส์ ปิดตลาดวันศุกร์(26ก.พ.)ร่วงลงอย่างต่อเนื่องโดยทรุดตัวลง 469 จุด ท่ามกลางแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวร่วงลง 469.64 จุดหรือ 1.5% ปิดที่ 30,932.37 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ร่วงลง 0.5% ปิดที่ 3,811.15 จุด และดัชนีแนสแด็ก ปรับตัวขึ้น 0.6% ปิดที่ 13,192.34 จุด

ดัชนีดาวโจนส์ทรุดตัวลงกว่า 500 จุดเมื่อวันพฤหัสบดี(25ก.พ.) ขณะที่ดัชนีแนสแด็ก ร่วงลงกว่า 400 จุด โดยนักลงทุนพากันเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เคยได้รับประโยชน์ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดอย่างหนักของไวรัสโควิด-19 แต่หลังจากที่สหรัฐเริ่มมีการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในวงกว้าง นักลงทุนก็ได้ถอนตัวจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และหันไปซื้อหุ้นกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

หุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้น 6.8% ในสัปดาห์นี้ โดยเป็นหุ้นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุด ท่ามกลางการคาดการณ์ที่ว่า ความต้องการใช้น้ำมันจะพุ่งขึ้นจากการที่ประชาชนออกมาเดินทางมากขึ้น หลังจากมีการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในวงกว้าง ซึ่งจะช่วยลดการแพร่ระบาด และทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้น

นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มการเงินต่างก็ดีดตัวขึ้นในสัปดาห์นี้เช่นกัน

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีอ่อนตัวลงในวันนี้ แต่ยังคงอยู่สูงกว่าระดับ 1.47% หลังจากพุ่งขึ้นเหนือ 1.6% วานนี้ แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.พ.2563 โดยได้รับแรงหนุนจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่ง และการคาดการณ์เกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในวงกว้าง

นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐยังได้ปัจจัยหนุนจากการคาดการณ์เงินเฟ้อที่จะพุ่งขึ้นจากการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีถือเป็นพันธบัตรที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดราคาของตราสารหนี้ทั่วโลก ซึ่งรวมถึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนอง และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้รถยนต์ของสหรัฐ ซึ่งหากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวขึ้น จะทำให้เม็ดเงินในการใช้จ่ายของผู้บริโภคลดน้อยลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มมากขึ้น และบริษัทต่างๆจะเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากการชำระหนี้ ซึ่งจะทำให้บริษัทเหล่านี้ลดการลงทุน และลดการจ่ายเงินปันผลแก่นักลงทุน

มีการคาดการณ์ว่าสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐจะลงมติให้ความเห็นชอบต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในวันนี้ เนื่องจากพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ซึ่งหากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้รับการอนุมัติ ก็จะถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาต่อไป ก่อนที่จะให้ประธานาธิบดีโจ ไบเดนลงนามรับรองเป็นกฎหมาย

นางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ คาดว่า กระบวนการอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวจะเสร็จสิ้นก่อนวันที่ 15 มี.ค. ซึ่งเป็นวันที่มาตรการช่วยเหลือผู้ว่างงานที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จะหมดอายุลง

ก่อนหน้านี้ สภาคองเกรสให้ความเห็นชอบต่อแนวทางการพิจารณาอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ของประธานาธิบดีโจ ไบเดนแบบฟาสต์แทร็กโดยใช้แนวทางการจัดทำงบประมาณที่เรียกว่า budget reconciliation ซึ่งจะปูทางให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสามารถให้การรับรองงบประมาณดังกล่าวด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง แทนที่จะใช้คะแนนเสียง 2 ใน 3 สำหรับการผ่านกฎหมายทั่วไป ทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวสามารถผ่านสภาคองเกรสโดยไม่จำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรครีพับลิกัน

ขณะนี้ พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ส่วนในวุฒิสภานั้น พรรคเดโมแครตและรีพับลิกันมีคะแนนเสียงเท่ากัน 50-50 เสียง ดังนั้น การที่วุฒิสภาจะให้การอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยคะแนนเสียงชี้ขาด 1 เสียงจากนางคามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งจะลงคะแนนเสียงในฐานะประธานวุฒิสภาโดยตำแหน่ง นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขว่า วุฒิสมาชิกสังกัดพรรคเดโมแครตจะไม่สามารถแตกแถวแม้แต่เสียงเดียว

ส่วนการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐในวันนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า การใช้จ่ายส่วนบุคคลของผู้บริโภคสหรัฐพุ่งขึ้น 2.4% ในเดือนม.ค. แต่ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.5% หลังจากลดลง 0.2% ในเดือนธ.ค.

นอกจากนี้ รายได้ส่วนบุคคลพุ่งขึ้น 10% ในเดือนม.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย.ปีที่แล้ว หลังจากเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนธ.ค.

การพุ่งขึ้นของรายได้ส่วนบุคคลได้รับแรงหนุนจากการที่รัฐบาลสหรัฐส่งเช็คเงินสด 600 ดอลลาร์ให้แก่ชาวอเมริกันตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ส่วนอัตราการออมของผู้บริโภคพุ่งขึ้นสู่ระดับ 20.5% สู่ระดับ 3.93 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนม.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค.ปีที่แล้ว

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐยังเปิดเผยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (พีซีอี) เพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนม.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.2%และเมื่อเทียบรายปี ดัชนีพีซีอีดีดตัวขึ้น 1.5% ในเดือนม.ค.

ส่วนดัชนีพีซีอีพื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ เพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนม.ค.และเมื่อเทียบรายปี ดัชนีพีซีอีพื้นฐาน ปรับตัวขึ้น 1.5% ในเดือนม.ค.

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง