“เคอรี่” หรือ “ไปรษณีย์”    พลิกเกมธุรกิจส่งด่วน  

 “เคอรี่” หรือ “ไปรษณีย์”      พลิกเกมธุรกิจส่งด่วน  
23 ธันวาคม 2563 | โดย รมย์รัมภา เริ่มรู้
559

การเข้าตลาดหุ้นของยักษ์ใหญ่โลจิสติกส์บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEX    สร้างแรงส่งต่อสมรภูมิการแข่งขันในตลาด “ส่งด่วน”  ลูกใหญ่ด้วยธุรกิจมีการคับเคี่ยวและช่วงชิงพื้นที่การตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว  

จนทำให้อันดับ 1 และอันดับ 2 หิ้งห่างกันไม่กี่ก้าว

ผู้เล่นในตลาดสำคัญและเป็นรายใหญ่ที่กินส่วนแบ่งในตลาดมีจำนวนมาก และยังมีอีกรายเจ้าที่อยากจะกระโดดเข้ามาในตลาดนี้   ซึ่งข้อมูล EIC ธนาคารไทยพาณิชย์  มองว่าปี 2563 ธุรกิจขนส่งด่วนจะมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 4,000,000 ชิ้นต่อวัน  หากมีการจัดโปรโมชันส่งเสริมการตลาดต่าง ๆ จะส่งผลให้ยอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกกว่า 1,000,000 ชิ้นต่อวั

เมื่อเทียบมูลค่าตลาดแล้วจากปี  2558 มีมูลค่าอยู่ที่  14,000 ล้านบาท  และคาดการณ์ว่าปี 2563 จะอยู่ที่ 66,000 ล้านบาท  เพิ่มขึ้นจากปี 2562  ที่ 34 %  แต่หากย้อนไปในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาตลาดนี้มีการเติบโตที่ไม่ธรรมดาเพราะไม่เคยต่ำกว่า 35 %  ยิ่งมีสถานการณ์โควิด-19 ทั้งระลอก 1 และ 2 ในหลายประเทศรวมทั้งไทย ทำให้ตลาดดังกล่าวยังเป็นโอกาสให้รายเดิมและรายใหม่เข้ามาช่วงชิงเม็ดเงิน

จากการวิเคราะห์กลุ่มธุรกิจดังกล่าวสามารถแบ่งกลุ่มที่มีส่วนแบ่งการตลาด 80 % อันดับ 1. คือไปรษณีย์ ไทย  41% อยู่คู่คนไทยมานานถึง 137 ปี  รัฐวิสาหกิจที่เผชิญการเปลี่ยนแปลงและถูกดีสปรับชั่นจนปรับตัวฝ่าวิกฤติมาได้  จนสามารถปรับตัวเองเข้าสู่การให้บริการที่รวดเร็วและครอบคลุมจุดให้บริการมากกว่า 8,000 จุด  และยังมีจุดแข็ง บุรุษไปรษณีย์ ที่เข้าถึงทุกครัวเรือน

อันดับ 2. คือ เคอรี่ เอ็กซ์เพรส 39%   รายใหญ่จากมาเลเซียแต่ไปเติบโตในฮ่องกงก่อนจะกระจายปักหมุดทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   โดยมีเครือข่ายการให้บริการครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด ด้วยจุดให้บริการกว่า 15,000 แห่ง

พร้อมศูนย์กระจายพัสดุกว่า 1,200 แห่ง  กระจายในกลุ่มลูกค้าในกลุ่มภาคธุรกิจการจัดส่งพัสดุแบบบุคคล-ส่งถึง-บุคคล (C2C) ภาคธุรกิจการจัดส่งพัสดุแบบธุรกิจ-ส่งถึง-บุคคล (B2C) และภาคธุรกิจการจัดส่งพัสดุแบบธุรกิจ-ส่งถึง-ธุรกิจ (B2B)

ปี 2563 (ช่วง 9 เดือนเเรกจัดส่งพัสดุรวมทั้งหมด 223.9 ล้านชิ้น ท่ามกลางการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ผู้บริโภคปรับพฤติกรรมมาซื้อของออนไลน์ สามารถจัดส่งพัสดุจำนวนทั้งสิ้นกว่า 1.2 ล้านชิ้นต่อวัน   ที่สำคัญยังมีบริการ “เก็บเงินปลายทาง รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยเฉลี่ย6,500 ล้านบาทต่อเดือน มีอัตราพัสดุตีกลับราว 1.5%

ล่าสุดเตรียมตัวเข้าตลาดหุ้น 24 ธ.ค. นี้ด้วยการประกาศราคาขายหุ้น IPO จำนวน 300 ล้านหุ้น ที่ราคา 28.00 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของช่วงราคาเสนอขาย สามารถระดมเม็ดเงินในครั้งนี้  8,400 ล้านบาท  คาดมีมูลค่ามาร์เก็ตแคป  4 หมื่นกว่าล้านบาท

เม็ดเงินหลักจะนำไปไปขยายเครือข่ายจัดส่งพัสดุด่วน ลงทุนในระบบการขนส่ง และพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ, ชำระคืนเงินกู้ และเป็นเงินทุนหมุนเวียน   ส่วนอันดับ 3.ในตลาดคือ คือ ลาซาด้า เอ็กซ์เพรส      8%  อันดับ 4. คือ  นิ่ม    เอ็กซ์เพรส              3%อันดับ 5. ดีเอช แอล 2% 

และอื่นๆ 7% อาทิ   เอสซีจี เอ็กซ์เพรส ที่ร่วมทุนกับ ยามาโตะ หรือ แมวดำ บริษัทขนส่งรายใหญ่ของญี่ปุ่น หรือจะเป็น  ดีเอชแอล  จากเยอรมันนี   นิ่มซี่เส็ง ขนส่งรายใหญ่จากภาคเหนือก็มีแบรนด์ นิ่ม เอ็กซ์เพรส   นครชัยแอร์ ก็มีบริการส่งพัสดุด่วน  เอ็นซีเอ เอ็กซ์เพรส หรือ  สปีดดี ของเซเว่นอีเลฟเว่น เข้ามาร่วมด้วย

เมื่อโฟกัสแผนธุรกิจของ เคอรี่ ต้องการจะเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้า  การนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มเพื่อลดต้นทุน    และแผนการในอนาคตกับการขยายไปยังตลาอื่นเช่น จัดส่งแบบจุดต่อจุด ( point to point) ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค    

นอกจากนี้กลุ่มพันธมิตรหลักทั้งที่ถือหุ้นใหญ่ 23 %  บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ BTS   ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เสริมบริการจัดส่งสินค้าจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ไปแล้ว  ซึ่งกลุ่มบีทีเอส ถือว่ามีการลงทุนในกลุ่มธุรกิจอื่นจำนวนไม่น้อยที่ต้องใช้บริการ ส่งด่วน ทั้งอาร์เอส (RS)  คอมเซเว่น  (COM7)

ยังรวมไปถึงพันธมิตร กลุ่มเซ็นทรัล ผ่านแฟมิลี่ มาร์ท  บีทูเอส  ท๊อปส์ เดลี่   ที่มีการเปิดทางให้มีจุดบริการ  ซึ่งจุดเด่นของกลุ่มเซ็นทรัลคือการมีช่องทางการขายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ที่แข็งแกร่ง ผ่าน ออมมิชาแนล  หากมีการจับมือกันเพิ่มมากขึ้น  ผู้นำวันนี้อาจจะกลายเป็นผู้ตามในอนาคตได้

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง