รู้เท่าทัน'โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง' กิน อยู่ อย่างมีสติ

   รู้เท่าทัน'โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง' กิน อยู่ อย่างมีสติ
10 ธันวาคม 2563
326

ไม่อยากป่วย อย่าตามใจปาก อย่าอยู่นิ่งๆ มากเกินไป เคลื่อนไหวร่างกายบ้าง ไม่เช่นนั้นอาจป่วยด้วยโรคไม่เรื้อรัง(NCDs) โดยมีสถิติอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยชั่วโมงละ 37 คน

ไม่มีใครอยากเสียชีวิตก่อนวัยอันควร แต่เวลากิน คนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยคิดถึงสิ่งที่กินเข้าไป จะทำให้ก่อโรค สะสมในร่างกายมากน้อยเพียงใด ขอเพียงให้อร่อยถูกปาก 

ถ้าอย่างนั้นมาปรับเปลี่ยนวิถีใหม่ บอกลาพฤติกรรมสบายๆ มีคำแนะนำว่า คนเราควรเดินวันละ 5,000 ก้าว เพื่อป้องโรคหลอดเลือด-ความดัน-เบาหวาน-มะเร็ง

ด้วยเหตุผลดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จึงร่วมกับหลายหน่วยงาน จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “คนรุ่นใหม่ กินอยู่ รู้ทันโรคเรื้อรัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัปดาห์สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 13

160758815156

(นายแพทย์ กฤช ลี่ทองอิน )

และต้องรู้ก่อนว่า โรค NCDs (Non-communicable diseases) เป็นกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น หลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง และปอดอุดกั้นเรื้อรัง เป็นต้นเหตุที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตปีละ 4 แสนราย หรือประมาณ 75% ของสาเหตุการเสียชีวิตทั้งหมด และยังเป็นสาเหตุที่ทำให้คนทั่วโลกเกือบ 50% เสียชีวิตก่อนวัยอันควร แต่โรคเหล่านี้สามารถป้องกันหรือลดความรุนแรงลงได้ หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 2 ด้าน คือการรับประทานอาหาร และการออกกำลังกาย

“พฤติกรรมคนเราสำคัญ ถ้าใช้ชีวิตแบบเนือยนิ่ง วิถีแบบนี้ส่งเสริมให้เกิดการสะสมไขมัน พลังงาน และระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน หรือการรับประทานอาหารอย่างลืมตัวจนเกินความต้องการของร่างกาย พลังงานเหล่านั้น ก็จะสะสมและกลายมาเป็นปัญหา ดังนั้นจำเป็นต้องรณรงค์ให้คนกลับมามีวิถีที่กระฉับกระเฉงมากยิ่งขึ้น” นายแพทย์ กฤช ลี่ทองอิน ที่ปรึกษา สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) กล่าว และเชิญชวนให้ทุกคนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและออกกำลังกายมากขึ้น

"ถ้าเดินอย่างน้อยวันละ 5,000 ก้าวหรือ 3 กิโลเมตรจะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคได้เยอะ ล่าสุดมีงานวิจัยที่ยืนยันว่า หากผู้ป่วยเบาหวานเดิน 15 นาทีหลังอาหาร จะช่วยเรื่องการใช้น้ำตาลในร่างกายได้ดีขึ้น"

ด้าน นพ.ปรีดา แต้อารักษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ บอกว่า แม้โรค NCDs จะถูกเรียกเป็นโรคไม่ติดต่อ คือ ไม่มีเชื้อโรค ไม่มีแบคทีเรีย หรือไวรัสที่แพร่กระจายได้ หากแต่โรคนี้กลับเป็นโรคที่ติดต่อกันทางสังคมเป็นเรื่องของพฤติกรรม

“ครอบครัวใดชอบกินเค็ม หรือครอบครัวใดดื่มเหล้าสูบบุหรี่ แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้จะติดต่อไปยังเด็กที่เติบโตมาในครอบครัวนั้น ที่จะเกิดการเลียนแบบ”

นพ.ปรีดา กล่าวว่า ที่ผ่านมา เราให้ความสำคัญกับโรคโควิด-19 ทำให้ควบคุมได้ดี โดยพบผู้เสียชีวิตเพียง 60 คน ในช่วง 6 เดือน แต่เรากลับรู้สึกเฉยๆ กับโรค NCDs ทั้งที่มีอัตราการเสียชีวิตปีละกว่า 4 แสนคน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 37 คน ฉะนั้นหากโควิด-19 คือวิกฤตทางสุขภาพ NCDs ก็เป็นภัยคุกคามที่เราไม่รู้ตัว

ขณะที่ ธิดารัตน์ จันทรา หัวหน้ากลุ่มงานโภชนาศาสตร์ โรงพยาบาลสูงเนิน จ.นครราชสีมา กล่าวว่า 90% ของปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค NCDs คือ อาหาร คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญ แม้ผู้ป่วย NCDs จะไม่เสียชีวิตโดยทันที แต่โรคนี้ก็ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของตัวเองและคนรอบข้างได้ ฉะนั้นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดในเรื่องนี้คือ หันมาดูแลตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องอาหาร

การมีสุขภาพที่ดีได้ต้องคำนึงถึงหลักการสำคัญว่า ตัวเราคือหมอรักษาตัวเอง และบ้านก็คือโรงพยาบาล ส่วนอาหารคือยา ดังนั้นหากไม่อยากกินยาเป็นอาหาร ก็จำเป็นต้องลุกขึ้นมาลดหวาน มัน เค็ม อย่างจริงจัง

ศิริพร เจริญโภคราช ผู้ป่วยโรคไตวาย กล่าวว่า เดิมเป็นคนที่มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบมักง่าย ทำงานหนักตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อหิวก็รับประทานอาหารโดยไม่สนใจเวลา เมื่อง่วงก็นอน คิดแต่เพียงว่าจะหาเงินให้ได้มากๆ แต่มาวันนี้รู้แล้วว่า วิถีชีวิตเช่นนั้นไม่คุ้มค่า

“โรคไตและโรคหัวใจทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายต่างๆ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ดูแลตัวเองและคิดบวกมากที่สุด”

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags: