เรื่องไม่ควรมองข้าม ในการเริ่มต้น 'อนุพันธ์'

เรื่องไม่ควรมองข้าม ในการเริ่มต้น 'อนุพันธ์'
27 กันยายน 2563 | โดย เจนวิทย์ ชินกุลกิจนิวัฒน์ | คอลัมน์ ทางลัดนวัตกรรมการลงทุน
273

ส่องข้อคิดสำหรับนักลงทุน ก่อนเริ่มลงทุน "ตราสารอนุพันธ์" ที่คาดว่าอนาคตจะมีตราสารอนุพันธ์ออกมาเรื่อยๆ ในตลาดทุนไทย แม้จะออกมาใหม่หรือมีความซับซ้อนมากขึ้น แต่หลักการพื้นฐานของอนุพันธ์และกลไกการทำงานมีความคล้ายคลึงกันเสมอ

จากประสบการณ์ของผมในการมีส่วนร่วมพัฒนาตราสารอนุพันธ์ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่วันแรกที่ประเทศไทยมีกองทุนหุ้น ETF ตอนที่ SET50 Futures เริ่มทำการซื้อขายเป็นครั้งแรก หรือตอนที่ DW ตัวแรกในประเทศไทยได้เริ่มให้นักลงทุนได้ซื้อขายกัน ทำให้มีโอกาสได้รับฟังประสบการณ์ และแลกเปลี่ยนความรู้กับนักลงทุนที่หลากหลาย มีโอกาสได้เห็นนักลงทุนที่เพิ่งเริ่มศึกษาอนุพันธ์จนปัจจุบันกลายเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ

วันนี้ผมจึงถือโอกาสนำข้อคิดที่ได้รับจากประสบการณ์เหล่านี้ มาเล่าให้นักลงทุนที่เริ่มเข้ามาลงทุนตราสารอนุพันธ์กัน

  • เริ่มจากอย่าศึกษาอนุพันธ์ด้วยอคติ เข้าใจกลไกแล้วจะประสบความสำเร็จ

กำไรขาดทุนของตราสารอนุพันธ์ที่แกว่งตัวแรงมากๆ ทำให้ในความรู้สึกของนักลงทุนที่เริ่มต้นจะไปนึกถึงการเก็งกำไรหุ้นซิ่งที่เชื่อว่ามีเจ้ามือคอยดูแลราคาอยู่ และภาพที่ว่ากำไรของเจ้ามือหุ้นมาจากการขาดทุนของนักลงทุน

พอเริ่มมาเทรดอนุพันธ์ เห็นราคาแกว่งแรงๆ ก็มีความเชื่อว่าอนุพันธ์ตัวนั้นมีเจ้ามือปั่นราคากระชากขึ้นลง ความเชื่อตรงนี้ทำให้การเริ่มต้นศึกษาอนุพันธ์ของนักลงทุนนั้นทำได้ยาก เพราะจะตามมาด้วยอคติ ในทางตรงกันข้ามนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจะศึกษากลไกที่แท้จริงของการเคลื่อนไหวของราคาอนุพันธ์ว่าเกิดจากอะไร เช่นผู้ดูแลสภาพคล่องต้องไปซื้อหุ้นแม่เท่าไหร่ ตอนไหน อัตราทดของ DW ต้องเลือกอย่างไร

ตัวอย่างเช่น ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หุ้นอ้างอิง DW หลายตัวมีราคาปรับขึ้นไปที่ราคา Ceiling หรือลงไปแรงที่ราคา Floor ทำให้ในบางครั้ง DW ที่อ้างอิงราคาอยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้ออก DW และมีโอกาสที่จะทำกำไรได้จากการที่ผู้ออกไม่สามารถขาย DW เพิ่มได้อีก นักลงทุนที่ศึกษากลไกมาอย่างดีก็สามารถทำกำไรได้อย่างมาก

  • อย่าศึกษาแค่ทฤษฎีอนุพันธ์ แต่ต้องเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์

การศึกษาพื้นฐานทฤษฎีที่ใช้คำนวณราคาอนุพันธ์เป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องอย่าลืมว่าทฤษฎีที่เขียนไว้มักจะมีการกำหนดสมมติฐานไว้เช่นกัน และเหตุการณ์ที่ไม่เป็นไปตามสมมติฐานนั้น ทำให้หลายๆ ครั้งราคาอนุพันธ์ไม่ได้เป็นไปตามทฤษฎี ตัวอย่างเช่น ราคา SET50 Futures ในประเทศไทยมักจะเทรดต่ำกว่า ราคาทฤษฎีที่คำนวณจากดัชนี SET50 เสมอจนกระทั่งใกล้ๆหมดอายุ หรือในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาราคา Gold Futures ในตลาดต่างประเทศเคยเทรดแพงกว่าราคา Gold Spot มากถึง 50-70 เหรียญต่อทรอยออนซ์ติดต่อกันเป็นอาทิตย์

การที่ยึดติดทฤษฎีจนเกินไปอาจทำให้เรามองข้ามบางประเด็นในทางปฏิบัติ เช่น ทฤษฎี Futures จะไม่พูดถึงเรื่องการปรับเพิ่มขึ้นหลักประกัน หรือหลักประกันพิเศษ ที่ทำให้นักลงทุนต้องถูกบังคับปิดสถานะไปก่อน หรือแม้กระทั่งเรื่องของสภาพคล่องของอนุพันธ์บางตัวที่ไม่สม่ำเสมอก็อาจทำให้นักลงทุนเสียหายหนักได้ เช่น นักลงทุนที่ Short SET50 Option ปริมาณมากๆ พอช่วงตลาดแกว่งตัวแรงๆ ไม่สามารถล็อคกำไรหรือตัดขาดทุนได้ ตำราอนุพันธ์ก็จะไม่ได้บอกไว้ว่าต้องทำอย่างไร

การศึกษาเพิ่มเติมกับผู้มีประสบการณ์จริงควบคู่ไปจึงเป็นเรื่องสำคัญ เช่น คำอธิบายว่าในสถานการณ์ไหนที่ราคา Futures มักจะถ่างออกจากราคาทฤษฎีเป็นพิเศษ การสอนให้เรารู้จักเผื่อเงินหลักประกันไว้เยอะๆ ยิ่งหุ้นแกว่งเพิ่มขึ้นขนาดไหนถึงมีโอกาสที่จะต้องถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม หรือในกรณีที่อนุพันธ์ที่เราถือไว้สภาพคล่องไม่พอ นักลงทุนต้องรู้จักล๊อคกำไรผ่านอนุพันธ์อีกตัวที่สภาพคล่องสูงกว่าด้วยสัดส่วนที่เหมาะสม เป็นต้น

การศึกษาจากผู้มีประสบการณ์นั้น ควรเป็นการศึกษาโดยตรงกับโบรคที่เชี่ยวชาญอนุพันธ์นั้นๆ หรือนักลงทุนที่มีประสบการณ์การเทรดมาอย่างยาวนาน ไม่ควรเป็นการศึกษาข้อมูลผ่านช่องทาง Social Media ที่ไม่รู้ที่มาที่ไป หรือไม่สามารถยืนยันได้ว่าผู้ให้ข้อมูลนั้นมีประสบการณ์จริงมากน้อยแค่ไหน

ผมเชื่อว่าในอนาคตจะมีตราสารอนุพันธ์ออกมาให้เราได้รู้จักเรื่อยๆ ในตลาดทุนไทย แต่ไม่ว่าอนุพันธ์จะใหม่และซับซ้อนแค่ไหน แต่หลักการพื้นฐานของอนุพันธ์และกลไกการทำงานนั้นมีความคล้ายคลึงกันเสมอ ถ้าเราเข้าใจหลักการตรงนี้ก็จะไม่ต้องกังวลกับการเรียนรู้ตราสารอนุพันธ์ใหม่ๆในอนาคต และสามารถประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง