‘โรงพยาบาล’ ฟื้น! แต่ไม่แจ่ม รอวันโควิดคลี่คลาย

‘โรงพยาบาล’ ฟื้น! แต่ไม่แจ่ม รอวันโควิดคลี่คลาย
12 มิถุนายน 2563
596

ช่วงนี้สภาพอากาศทั่วประเทศไทยเริ่มแปรปรวน มีฝนตกหนักชุ่มฉ่ำในหลายพื้นที่ ถือเป็นสัญญาณเปลี่ยนผ่านฤดู จากหน้าร้อนเข้าสู่หน้าฝน ซึ่งโดยปกติแล้วมักเป็นช่วงโลว์ซีซั่นของหลายธุรกิจ

ทั้งรับเหมาก่อสร้าง, อสังหาริมทรัพย์, โรงไฟฟ้า, โรงแรม, สายการบิน ไปจนถึงธุรกิจค้าปลีก เพราะเมื่อฝนตกกลายเป็นอุปสรรคในการทำงาน โครงการก่อสร้างต่างๆ ล่าช้า โรงไฟฟ้าผลิตไฟได้น้อยลง ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ สินค้าต่างๆ ขายได้ลดลง

แต่สำหรับธุรกิจโรงพยาบาลแล้ว ฤดูฝนถือเป็นช่วงไฮซีซั่น เริ่มตั้งแต่เดือน มิ.ย. ของทุกปี ต่อเนื่องไปตลอดช่วงไตรมาส 3 เพราะหน้าฝนมักมาพร้อมกับโรคภัยไข้เจ็บ โรคระบาดต่างๆ คนไม่สบายกันเยอะ ต้องไปโรงพยาบาลไปหาหมอจึงเป็นช่วงที่มีคนไข้มากที่สุดของปี

แต่ปีนี้สถานการณ์กลับเปลี่ยนไปตั้งแต่เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19 ทำให้ธุรกิจโรงพยาบาลได้รับผลกระทบไปด้วย อย่างช่วงที่มีการะบาดหนักๆ คนส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงออกจากบ้านไม่กล้าไปไหนเพราะกลัวเชื้อโรค ยิ่งโรงพยาบาลมีคนไข้จำนวนมาก จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

ส่วนกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติที่เดินทางเข้ามารักษาตัวในประเทศไทยลดลงอย่างชัดเจน ด้วยข้อจำกัดเรื่องความปลอดภัย ประกอบกับมีการล็อกดาวน์ปิดประเทศ ห้ามนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา และขยายเวลามาถึงสิ้นเดือน มิ.ย. ส่งผลให้คนไข้ต่างชาติซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่หลายแห่งหายไปเกือบหมด กระทบผลประกอบการเต็มๆ

อย่างเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ของ “หมอเสริฐ” ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ซึ่งเป็นกลุ่มโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดของไทย ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2563 ทรุดหนัก มีกำไรสุทธิ 2,568 ล้านบาท ลดลง 70% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 8,438 ล้านบาท สืบเนื่องจากรายได้ค่ารักษาพยาบาลลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 5% จาก 19,793 ล้านบาท เหลือ 18,882 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากจำนวนผู้ป่วยต่างชาติที่ลดลงมาก

โดยกลุ่มลูกค้าหลักจากตะวันออกกลางลดลง 40%, ผู้ป่วยจีนลดลง 32% และผู้ป่วยกลุ่มอาเซียนหดตัว 9% ขณะที่กลุ่มผู้ป่วยชาวไทยทรงตัว ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติในไตรมาส 1 ปี 2563 ลดเหลือ 29% เทียบกับช่วงไตรมาส 1 ปี 2562 อยู่ที่ 33% ในทางตรงข้ามสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยชาวไทยเพิ่มเป็น 71% จาก 67%

ด้านบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH ที่รายได้หลักมาจากผู้ป่วยต่างชาติ ผลประกอบการอ่อนแอไม่แพ้กัน มีกำไรสุทธิในไตรมาส 1 ปี 2563 จำนวน 765 ล้านบาท ลดลงจากช่วงไตรมาส 1 ปี 2562 ที่มีกำไร 1,081 ล้านบาท หรือ ลดลง 29% โดยรายได้จากกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติลดลงถึง 16.4% และผู้ป่วยไทยชะลอลงเล็กน้อย 2.5%

ส่วนโรงพยาบาลขนาดกลางและขนาดเล็กอื่นๆ ภาพไม่ได้ต่างกันมาก ถ้าไม่มีการบันทึกกำไรจากรายการพิเศษเข้ามา ผลประกอบการส่วนใหญ่ชะลอลงเกือบหมด อาจมีบางแห่งที่ปรับตัวไปเน้นกลุ่มลูกค้าประกันสังคม เช่น บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH และ บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) หรือ CHG ที่กำไรยังพอเติบโตอยู่บ้าง

แนวโน้มผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2 ดูชะลอตัวต่อเนื่อง แต่เชื่อว่าเดือน เม.ย. น่าจะเป็นจุดต่ำสุดแล้ว หลังผู้ป่วยในประเทศเดือน พ.ค. เริ่มฟื้นตัว  และจะพีคที่สุดในช่วงไตรมาส 3 ซึ่งเป็นไฮซีซั่นของธุรกิจ แต่คงจะไม่ได้โดดเด่นเหมือนช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมา ส่วนผู้ป่วยต่างชาติจะค่อยๆ ฟื้น หลังรัฐบาลประกาศยกเลิกการห้ามเดินทางเข้าประเทศ ซึ่งเร็วสุดน่าจะเป็นช่วงเดือน ก.ค. นี้ หนุนผู้ป่วยครึ่งปีหลังปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ภาพรวมทั้งปียังไม่แจ่ม 

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าวิกฤตไวรัสรอบนี้เล่นเอาธุรกิจโรงพยาบาลเจ็บหนักไม่น้อย และถ้ามองไปในระยะยาวการที่จะผลักดันประเทศไทยขึ้นเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของภูมิภาค รวมทั้งการรุกตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) กลายเป็นภารกิจที่ท้าทายอย่างยิ่ง

แต่ถามว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ ต้องบอกว่ายังมีโอกาส เห็นได้จากมาตรการควบคุมโรคระบาดที่เข้มข้นของไทย ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศลดลงต่อเนื่องมา 17 วัน แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุขไทย

ดังนั้น ถ้าทุกคนยังการ์ดไม่ตก และสามารถป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดรอบ 2 ได้ หลังปลดล็อกทุกธุรกิจกลับมาเปิดได้เหมือนเดิม ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ จะยิ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจมากขึ้น การันตีความแข็งแกร่งของระบบการแพทย์ไทย 

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง