ประเด็นช่วยตัดสินใจใน LTF ก่อนเป็น SSF

ประเด็นช่วยตัดสินใจใน LTF ก่อนเป็น SSF
15 ธันวาคม 2562 | โดย สมบัติ นราวุฒิชัย | คอลัมน์ มุมวิเคราะห์การลงทุน
3,495

ก่อนที่ LTF จะหมดสิทธิ์ลดหย่อนภาษี เมื่อเข้าสู่ปี 63 สำหรับใครที่อยากจะไปต่อกับ LTF เรามีประเด็นช่วยตัดสินใจเกี่ยวกับ LTF มาฝากนักลงทุน

ครม.เห็นชอบให้มีกองทุน SSF มาแทน LTF ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป ซึ่งมีสาระใหญ่ๆ ที่คนในตลาดหุ้นแสดงความคิดเห็นกันเยอะ

ในประเด็นที่ว่า SSF นั้นต้องถือยาว 10 ปีนับวันชนวัน อาจลดแรงจูงใจคนซื้อลง รวมถึงให้ซื้อไม่เกิน 2 แสนบาท โดยให้ไปหักลบโควตาการซื้อ RMF/PVD/กบข./ประกันบำนาญ แม้มีเพิ่มอัตรา % เพดานซื้อเป็น 30% ของรายได้พึงประเมินก็ตาม และกอง SSF นั้นจะลงทุนในหุ้นก็ได้ ไม่ลงในหุ้นก็ได้ นักวิเคราะห์หลายท่านได้คาดการณ์ว่า เบ็ดเสร็จแล้วเม็ดเงินที่เข้าตลาดหุ้นจากกองเหล่านี้ จะลดลงไม่ต่ำกว่าปีละ 2 หมื่นล้านบาท

และการที่ LTF กำลังจะสิ้นสุดโปร การให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ ภายในปลายธันวาคม 2562 นี้ ประจวบกับเป็นช่วงที่หุ้นไทยยังไม่แข็งแรง จึงมีคำถามจากผู้ออมเงินเกี่ยวกับ LTF มากมาย

ทั้งนี้ ผมอยากสรุปประเด็นสำคัญที่เราควรพิจารณาเพื่อตัดสินใจเรื่อง LTF ในช่วงเวลานี้ ดังนี้ครับ

  • LTF เป็นกองทุนที่ต้องลงทุนในหุ้นอย่างน้อย 65% ของทรัพย์สิน ซึ่งกองที่ขายกันอยู่ก็มีทั้งประเภทลงหุ้น 70% และประเภทลงหุ้นเกือบเต็มกอง ดังนั้นผู้ซื้อกองทุนต้องถามตัวเองก่อนว่า สบายใจที่จะถือหุ้นยาว 5 ปีกว่าหรือไม่

  • ถ้าซื้อตอนนี้ (ธันวาคม 2562) ต้องถือจนถึงต้นปี 2568 คงต้องคาดการณ์สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศก่อนตัดสินใจ ในความเห็นของผม เชื่อว่าเศรษฐกิจไทย 5 ปีหน้า คงเติบโตบ้างอาจจะช้าหน่อย แต่หากโต 2-3% ต่อปี ผ่านไปถึงปี 2568 ขนาดเศรษฐกิจและกิจการของบริษัทจดทะเบียน ควรโตกว่าขณะนี้ราว 15% แต่ถ้าคาดว่าเศรษฐกิจจะย่ำแย่ และเชื่อว่าหุ้นจะตกมาก ก็อย่าซื้อกองทุน LTF หรือหุ้น

  • สถิติหุ้นไทยโดยเฉลี่ย 5 ปี จะขึ้น 3 ปี ลง 2 ปี ถ้าเป็นไปแบบเดิมวงจร 5 ปี จะรวมกันเป็นบวก
  • นอกเหนือจากการจะต้องคาดคะเนระดับราคาหุ้นในต้นปี 2568 ที่เราจะได้ขาย LTF ก็ต้องดูประโยชน์ของการประหยัดภาษีของเงินได้จาก LTF มารวมกัน เพื่อประเมินว่าผลตอบแทนจาก LTF เฉลี่ยปีละเท่าไหร่

  • ขอสมมติตัวเลขซื้อ LTF ที่ 100,000 บาท ซื้อกองที่ลงทุนหุ้นเต็มที่ (เช่น กอง SET50) โดยซื้อช่วงปลายเดือนธันวาคม 2562 แล้วไปขายต้นมกราคม 2568 เป็นเวลา 5 ปีเศษ (7 พ.ศ.) และสมมติว่าราคาหุ้นต้นปี 2568 สูงกว่าตอนนี้ 10% (สุทธิจากค่าบริหารจัดการของ บลจ.)

  • ถ้าต้องการซื้อ จะมีเวลาที่ต้องทำให้ทันภายในวันทำการสุดท้ายของปีคือ 30 ธันวาคม 2562 ไม่ใช่ 31 ธันวาคม 2562 นะครับ และต้องภายในเวลาที่กำหนดของวัน แนะนำท่านต้องสอบถามแต่ละที่ด้วย

  • วันสุดท้ายที่ซื้อได้นั้นคนจะเยอะมาก โดยเฉพาะปีนี้กำลังจะหมดโปรพิเศษความเป็น LTF ที่ดีกว่า SSF มีนักลงทุนบางท่านบอกกับผมว่า ไม่เคยซื้อ LTF แต่ปีนี้คิดว่าจะซื้อก่อนหมดโปรพิเศษของความเป็น LTF

  • มีนักลงทุนถามไว้ว่า หากไม่มีรายได้เป็นเงินเดือน แต่มีรายได้เป็นเงินปันผล (จำนวนมาก) จะนำมานับเป็นเงินได้พึงประเมินเพื่อคูณอัตรา 15% เป็นวงเงินซื้อ LTF ได้หรือไม่นั้น เท่าที่ผมดูจากเอกสารปีก่อนของสรรพากร เขาให้นับเงินปันผลได้ครับ อย่างไรก็ตาม ท่านอาจสอบถามจากกรมสรรพากรถึงหลักเกณฑ์ในปี 2562 อีกครั้ง

  • ท่านที่ซื้อ LTF แม้จะได้ตัวช่วยจากภาษี แต่ท่านก็ต้องเสียความเป็นอิสระในการขาย LTF ภายใน 5 ปีเศษ ความคุ้มค่าของภาษีที่ได้ คงต้องขึ้นกับความประเมินของแต่ละคน ไม่เช่นนั้นหากขายก่อนกำหนด ท่านก็จะมีค่าปรับจากการผิดเงื่อนไข

  • อีกข้อหนึ่งที่ต้องฝากคือ ก่อนซื้อท่านต้องแน่ใจว่าภายในระยะเวลาที่ท่านถือ LTF ท่านจะไม่มีเรื่องใหญ่ในการใช้เงิน เช่น ซื้อรถ ซ่อมบ้าน แต่งงาน ตกงาน ฯลฯ

  • มีกอง LTF ชนิดที่จ่ายปันผล (ถ้ามีกำไร) กับที่เก็บกำไรไว้ลงทุนต่อ หากเรารับปันผลก็ต้องเสียภาษี แต่หากเก็บรวมไว้ใน NAV เมื่อเราไปขายแล้วได้กำไร ไม่ต้องเสียภาษีครับ

*หวังว่าข้อพิจารณาเหล่านี้ คงช่วยให้ท่านตัดสินใจเรื่อง LTF ช่วงสุดท้ายได้นะครับ

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง