ก.ม.ไทย ตามไม่ทัน 'express delivery'

ก.ม.ไทย ตามไม่ทัน 'express delivery'
8 ธันวาคม 2562 | โดย อุไรรัตน์ จันทรศิริ | คอลัมน์ วาระทีดีอาร์ไอ
3,715

ทุกวันนี้ต้องบอกว่าเลยว่า บริการขนส่งด่วน (express delivery) เติมโตอย่างรวดเร็ว มีผู้ประกอบการเข้ามาชิงส่วนแบ่งในตลาดนี้จำนวนมาก ด้วยจุดเด่นที่ความรวดเร็ว จึงทำให้ต้องใช้รถขนาดเล็กในการขนส่ง เช่น ปิกอัพ แต่กฎหมายไทยยังไม่เปิดให้กลุ่มนี้

หลายท่านคงเคยเห็นรถขนส่งสินค้าหลากหลายสีสันที่วิ่งอยู่บนท้องถนน ทั้งรถจักรยานยนต์ส่งอาหาร และรถปิกอัพส่งพัสดุสินค้า

ที่นับวันจะมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยรสนิยมของผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว ประกอบกับการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซที่ทำให้การซื้อของออนไลน์ง่ายจนกลายเป็นที่นิยม ส่งผลให้บริการขนส่งด่วน หรือ express delivery เป็นที่ต้องการอย่างมาก

ปัจจุบันตลาดขนส่งด่วนของไทยมีมูลค่ากว่า หมื่นล้านบาท ขยายตัวอย่างก้าวกระโดดจากปี 2560 เกือบ เท่า กลายเป็นธุรกิจที่ได้รับความสนใจจากทั้งบริษัทขนส่งรายเดิมที่ทำธุรกิจขนส่งสินค้าทั่วไป และนักลงทุนไทยรายใหม่ รวมถึงกลุ่มทุนต่างชาติที่ต้องการเข้ามาแบ่งเค้กก้อนโตนี้

เดิมทีตลาดขนส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์แบบด่วนของไทยผูกขาดโดยบริษัทไปรษณีย์ไทย กระทั่งเริ่มมีคู่แข่งรายสำคัญอย่าง Kerry Express บริษัทร่วมทุนไทย-ฮ่องกง เจ้าของแบรนด์ขนส่งสีส้มเข้ามาให้บริการใน ปี 2549 ซึ่งปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 2 รองจากไปรษณีย์ไทย ต่อมาผู้ให้บริการรายใหม่ก็ทยอยเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง จนทำให้สภาพตลาดขนส่งด่วนเปลี่ยนไปเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูง ตัวอย่างบริษัทขนส่งด่วนน้องใหม่ เช่น Flash Express บริษัทร่วมทุนไทย-จีน แบรนด์สีเหลือง และ J&T Express ทุนจากอินโดนีเซียเจ้าของแบรนด์สีแดง

นอกจากบริษัทขนส่งด่วนรายใหญ่แล้ว ปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่จดทะเบียนประกอบธุรกิจขนส่งสินค้ากับกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามากถึง 570 ราย ทั้งผู้ให้บริการขนส่งแบบเดิมที่ผันตัวมาเป็นธุรกิจขนส่งด่วน อย่างเช่น Nim Express และผู้ประกอบการรายใหม่หรือกลุ่ม startup ด้านการขนส่งอย่าง Skootar

ขณะที่ธุรกิจขนส่งด่วนได้รับความนิยมและขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่การกำกับดูแลธุรกิจดังกล่าวยังคงล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับสภาพการประกอบธุรกิจ โดยกฎหมายหลักที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขนส่งด่วน คือ พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจรับจ้างขนส่งสินค้าต้องขอรับใบอนุญาตประกอบการขนส่ง และต้องจดทะเบียนรถยนต์ที่ใช้รับจ้างขนส่งสินค้า 

157563440732

ซึ่งปัญหาของกฎหมายดังกล่าวคือ การกำหนดให้รถที่ใช้ในการรับจ้างต้องเป็นรถขนาดใหญ่ตั้งแต่ ล้อขึ้นไปเท่านั้น แต่รูปแบบการขนส่งด่วนในปัจจุบัน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เลือกใช้รถขนาดเล็ก อย่างรถปิกอัพหรือจักรยานยนต์ เพื่อจัดส่งสินค้าหรือพัสดุภัณฑ์ขนาดเล็ก และเน้นส่งสินค้าภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว เช่น การจัดส่งภายในวันเดียว (Same day) หรือภายในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง (on-demand delivery)

เมื่อกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกยังไม่อนุญาตให้ใช้รถขนาดเล็กเพื่อรับจ้างขนส่งสินค้า ผู้ประกอบการขนส่งส่วนมากจึงเลือกนำรถปิกอัพไปจดทะเบียนเป็นรถขนส่งส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 หากแต่กฎหมายดังกล่าวห้ามไม่ให้นำรถขนส่งส่วนบุคคลมาใช้ในกิจการรับจ้าง หากฝ่าฝืนจะมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท อีกทั้งผู้ประกอบการจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 จากการใช้รถผิดประเภท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็ตาม การจดทะเบียนจักรยานยนต์เพื่อขนส่งสินค้านั้นไม่มีปัญหา เนื่องจากสามารถจดทะเบียนเป็นจักรยานยนต์ส่วนบุคคล หรือจักรยานยนต์สาธารณะตาม พ.ร.บ.รถยนต์ฯ ซึ่งกฎหมายมิได้ห้ามนำไปใช้เพื่อรับจ้างขนส่งสินค้า

แม้ว่าสถิติของกรมการขนส่งทางบกยังไม่พบว่ามีการดำเนินคดีกับผู้ประกอบการขนส่งสินค้าที่ใช้รถผิดประเภท แต่หากเจ้าหน้าที่กวดขันการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว กลุ่มผู้ประกอบการที่ใช้รถปิกอัพขนส่งสินค้าจะถือว่ามีความผิดจากการฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งเป็นผลมาจากกฎหมายที่ยังไม่อนุญาตให้นำรถขนาดเล็กไปจดทะเบียนเพื่อรับจ้างขนส่งสินค้า ด้วยเหตุนี้ คณะผู้วิจัยจึงเสนอให้กรมการขนส่งทางบกในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลทำการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องและเอื้อต่อการประกอบธุรกิจขนส่งด่วน

ประการแรกคือการเพิ่มลักษณะรถยนต์ที่อนุญาตให้ใช้รับจ้างขนส่งตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 จากเดิมกำหนดไว้เพียง 9 ประเภท ซึ่งล้วนแต่เป็นประเภทรถขนาดใหญ่ อาทิ รถบรรทุก 6 ล้อ โดยอนุญาตให้ผู้ประกอบการสามารถนำรถปิกอัพมาจดทะเบียนเป็นรถรับจ้างขนส่งสินค้า ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องฝ่าฝืนกฎหมาย และยังสร้างความชัดเจนต่อการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่

และประการที่ 2 กรมการขนส่งทางบกควรศึกษาความเป็นไปได้ที่จะขยายนิยามรถขนส่งส่วนบุคคล หรือการกำหนดเงื่อนไขการอนุญาตให้บุคคลทั่วไปสามารถนำรถส่วนบุคคลมาใช้รับจ้างขนส่งสินค้า อันเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ขับรถขนส่งรายย่อยหรือบุคคลทั่วไปมีรายได้เสริม อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการจากการลงทุนวางโครงข่ายขนส่งด้วยตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มในปัจจุบันที่ผู้ประกอบการบางรายอนุญาตให้ผู้ขับรถสามารถนำรถยนต์ส่วนบุคคลมาร่วมวิ่งขนส่งสินค้า หรือการจัดหาคนขับที่มีรถขนส่งสินค้าเป็นของตนเอง

ทุกวันนี้หลายธุรกิจมีรูปแบบที่ปรับเปลี่ยนไปตามกระแสของเทคโนโลยี ซึ่งธุรกิจขนส่งด่วนก็เป็นหนึ่งในนั้น หากแต่กฎหมายไทยที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันหลายฉบับถูกเขียนขึ้นเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ดังเช่น กฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกที่เริ่มบังคับใช้เมื่อ 40 ปีก่อน หากภาครัฐไม่มีการทบทวนกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป กฎหมายเหล่านั้นจะกลายเป็นอุปสรรคในการประกอบธุรกิจ แทนที่จะเป็นเครื่องมือของภาครัฐที่ใช้เพื่อกำกับดูแลและส่งเสริมการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน

ติดตามข่าวสารผ่าน facebook กรุงเทพธุรกิจ เพียง กดถูกใจ

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags: