ดาต้า ดิสรัปชั่น..!! สึนามิลูกใหม่ซัดธุรกิจ

ดาต้า ดิสรัปชั่น..!! สึนามิลูกใหม่ซัดธุรกิจ
1 พฤศจิกายน 2562 | โดย สาวิตรี รินวงษ์
6,651

ธุรกิจยังคงหวาดกลัวกับคำว่า “ดิสรัป” ที่ป่วนธุรกิจเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา แต่ล่าสุด “DATA” หรือข้อมูลเป็นตัวแปรสำคัญที่จะเปลี่ยนสนามธุรกิจและการแข่งขันอีกระลอก !!

การบรรยายหลักสูตร Digital Transformation for CEO จัดโดย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฐานเศรษฐกิจ และบริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด(มหาชน)หรือ MFEC กูรู” ด้านดิจิทัล เอเยนซี อย่าง สโรจ เลาหศิริ ประธานเจ้าหน้าที่การตลาดและผู้ร่วมก่อตั้ง แรบบิทส์เทลล์ ในเครือแรบบิท ดิจิทัล กรุ๊ป ได้เล่าถึงเส้นทางธุรกิจตลอด 10 ปีที่ผ่านมา บริษัทโดนดิสรัปถึง 3 รอบ 

157258868182

รอบแรกคือการทรานส์ฟอร์มหรือปรับเปลี่ยนองค์กรรับการแข่งขันกับเอเยนซีทุนหนา รอบ 2 ต้องทรานส์ฟอร์มสู้ศึกคลับเอเยนซี หรือยักษ์ใหญ่เอเยนซี ไม่ว่าจะเป็น พับลิซิส กรุ๊ปเอ็ม เป็นต้น

ทว่า รอบล่าสุดต้องทรานส์ฟอร์มรับมือกับเจ้าแห่งดาต้า เทคโนโลยี บริษัทที่ปรึกษาระดับโลก ที่ตบเท้าลงทุนและควบรวมกิจการเอเยนซีกันเป็นว่าเล่น เช่น วันเดอร์แมน ผนึกกับเจ.วอลเตอร์ ธอมสัน เป็น “วันเดอร์แมน ธอมสัน” วีเอ็มแอล เทพแห่งอีคอมเมิร์ซ และดาต้ารวมตัวกับวายแอนด์อาร์ แปลงร่างเป็น “วีเอ็มแอลวายแอนด์อาร์” เอคเซนเซอร์ผนวกเข้ากับดีลอยท์ฯ และไพรซ์วอเทอร์เฮาส์คูเปอส์(พีดับบลิวซี)ลงทุนในเอเยนซีมากขึ้นฯ

“2-3 ปีมานี้ ทุกคนจะได้ยินคำว่าดาต้ากันมาก หากใครมาสอนเรื่องดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งตอนนี้ อาจหลุดเทรนด์ไปแล้ว เพราะกลายเป็นยุคของดาต้ามาร์เก็ตติ้ง และไม่ใช่เรื่อง Big Data ด้วย แต่เป็นเรื่องของ Daily data และดิจิทัลเอเยนซี กำลังถูกดาต้า ดิสรัปชั่น 

 ปัจจุบันการเติบโตของปริมาณข้อมูลทั่วโลกมีมหาศาล แค่ 2 ปีที่ผ่านมา ปริมาณมากกว่าระยะเวลาที่ก่อกำเนิดมวลมนุษยชาติเสียอีก และคาดการณ์ในปี 2563 ปริมาณดาต้าจะเพิ่มเป็น 30 ล้านเซตตะไบต์ (Zettabyte:ZB)

ทั้งนี้ ในทุกวันประชากรผลิตดาต้าปริมาณไม่น้อยกว่า 6 หน้ากระดาษA4 ผลิตทุกวันไม่ว่าจะเป็นการเดินทางกลับบ้าน แชทข้อความหาเพื่อนฝูง เสพข้อมูลและพิมพ์เนื้อหาต่างๆลงบนโลกออนไลน์ผ่านเครือข่ายมือถือค่ายต่างๆนั่นเอง และดาต้าเหล่านั้นถูกแบรนด์สินค้าและบริการ องค์กรต่างนำไปใช้ประโยชน์ในการ “ตัดสินใจ” เรื่องต่างๆ

เมื่อดาต้ามากเข้ามา สิ่งที่เกิดขึ้นกับธุรกิจคือ ภูมิทัศน์การแข่งขันจะเปลี่ยนแปลงไป” เขาบอกและขยายความว่าภาพของ สงครามที่ยิ่งใหญ่บนโลกธุรกิจกำลังจะเริ่มขึ้น” หรือ The Great War Is Coming!! พร้อมหยิบยก White Walker ตัวละครที่สร้างความหวาดกลัวใน Game of Thrones นั่นเอง

สโรจ ชำแหละไวท์ วอล์เกอร์ หรือสิ่งที่กำลังจะกระทบและเปลี่ยนพื้นฐานธุรกิจ(Fundamental is Chaging) ประกอบด้วย 4 ประเด็น ได้แก่ 1.ทุกอย่างหลีกเลี่ยงดาต้าไม่ได้ เพราะทุกครั้งที่ประชาชนเข้าถึงอินเตอร์เน็ต จะเกิดการเข้าถึงดาต้า การผลิตคอนเทนท์ยุคนี้ทำได้ง่ายดาย การหาข้อมูลต่างๆ ภาคธุรกิจเองพยายามเข้าถึงและเก็บข้อมูลด้วยการซื้อสื่อผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น การลุยธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เป็นต้น ทุกอย่างที่ทำล้วนเป็นดิจิทัลฟุตปริ้นท์ เกิดข้อมูลมหาศาล

มนุษย์มีเวลา 24 ชั่วโมง(ชม.) แต่การเสพข้อมูลมีจำกัด ในสหรัฐเวลาสูงสุดที่ประชาชนใช้บนโลกออนไลน์คือ 12 ชม.การขยับตัวต่อปีเพิ่มเพียงหลัก 10 นาทีเท่านั้น เพราะเวลาที่เหลือต้องกิน นอน ทำงานฯ ส่วนไทยใช้เวลาเฉลี่ย 9.40 ชม. แต่การเสพสื่อใหม่มีบทบาทมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตามติดเพจดัง บล็อกเกอร์ อินฟลูเอ็นเซอร์ ดูการแคสเกมส์ ฯ เมื่อปริมาณดาต้ามหาศาล คนไม่สามารถจัดการ ถ่ายโอนข้อมูลได้ ต้องพึ่ง AI Machine learning มาช่วย ซึ่งการทำเรื่องนี้ไม่ง่าย กลายเป็นโอกาสของ “องค์กรยักษ์ใหญ่” เงินทุนหนาอีกครั้ง

การลงทุนเกี่ยวกับดาต้า องค์กรใหญ่จะได้เปรียบ ที่ผ่านมาเรามองปลาเร็วกินปลาช้า แต่จากนี้ไป ปลาใหญ่จะกินปลาเล็กเหมือนเดิม ยิ่งปลาใหญ่ที่สปีดยิ่งได้เปรียบในการครองโลกครองน่านน้ำธุรกิจ

เมื่อบริษัทใหญ่มีพลังลงทุน จึงเห็นเทนเซนต์ ช้อปปี้ ลาซาด้า ทุ่มทุนมหาศาลเพื่อเก็บดาต้า เพราะเชื่อว่าเป็น บ่อน้ำมัน

2.เด็กรุ่นใหม่จะมีความสามารถด้านดิจิทัลมากขึ้น เพราะเครื่องมืออัตโนมัติต่างๆพร้อมใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการทำเว็บไซต์ สื่อใหม่ต่างๆ เพียงมีกล้อง 1 ตัว สามารถแจ้งเกิดได้ หรือการทำกราฟฟิกดีไซน์ การทำแชทบอทยุคนี้ ง่ายและต้นทุนต่ำกว่าอดีตมาก 3.ตัวกลางจะถูกล้างไป อดีตการซื้อสื่อต่างๆ “เอเยนซี” เป็นตัวกลางระหว่างลูกค้าและช่องทาง แต่ปัจจุบันบทบาทตัวกลางลดลงมาก เพราะเฟสบุ๊ค กูเกิล วิ่งเข้าหาลูกค้าโดยตรง ล่าสุด เฟสบุ๊คมี Brand Collabs Manager รวมเพจดัง อินฟลูเอ็นเซอร์ฯ เข้าในระบบ ทำให้ลูกค้าแบรนด์ต่างๆรู้ข้อมูลของฐานคนติดตามเพจ คนดัง คนเหล่านั้นเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้สินค้าใดบ้าง เรียกว่าละเอียดยิบ ในการตัดสินใจจ้างสร้างแบรนด์

ตัวกลางจะเหนื่อยมากขึ้น และ 4.โอกาสลองทำตลาดใหม่ๆในต้นทุนต่ำ กลายเป็นช่องทางให้แบรนด์เล็กๆ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีสามารถลืมตาอ้าปากได้ เห็นจากปัจจุบันแบรนด์สินค้ามากมายเกิดขึ้น และแย่งตลาดแบรนด์ใหญ่ๆทั้งไทยและระดับโลกเป็นว่าเล่น

สถานการณ์ดังกล่าวดิจิทัล เอเยนซี อย่างแรบบิทฯ ต้องปรับตัวให้อยู่รอด มุ่งเพิ่มทักษะคน 1 คน ต้องทำงานได้หลากหลายและ “เร็ว” เพิ่มประสิทธิภาพ ลงทุนด้านเทคโนโลยีเพิ่มเพื่อให้ทันการเปลี่ยนแปลง และเก็บดาต้าที่มีค่าดั่งทองคำ

ดาต้าทำให้เราทำสิ่งต่างๆได้ถูกต้องแม่นยำ แต่ครีเอทีฟ จะทำให้เราแตกต่าง การอยู่รอดจึงต้องสร้างผลงานครีเอทีฟบนฐานข้อมูลที่มี

 

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง