background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

กองปราบจับ 'พ่อมดคริปโตฯ' คดีตุ๋นลงทุนเงินดิจิทัลเสียหาย 500 ล้าน

กองปราบจับ 'พ่อมดคริปโตฯ' คดีตุ๋นลงทุนเงินดิจิทัลเสียหาย 500 ล้าน

กองปราบจับ "เสี่ยมานะ" ฉายาพ่อมดคริปโตเคอเรนซี่ คดีตุ๋นลงทุนเงินดิจิทัลเสียหาย 500 ล้าน ผู้ร่วมขบวนการนกรู้หลบหนีออกนอกปท. ตำรวจเร่งตามล่า

วันนี้ (5ก.ย.) ที่กองบังคับการปราบปราม พันตำรวจเอก แมน เม่นแย้ม ผู้กำกับการ 4 นำกำลังจับกุมตัว นายมานะ จูเมือง เจ้าของฉายา “พ่อมดคริปโตเคอเรนซี่” อายุ 48 ปี ชาวจังหวัดพิจิตร ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพิจิตร ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกง” โดยจับกุมตัวได้ขณะผู้ต้องหากำลังเล่นฟุตบอลกับพวก ที่สนามฟุตบอลย่านพระราม 9 เมื่อค่ำวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อปี 2561 ต่อเนื่องปี 2562 นายมานะ มีพฤติการณ์ร่วมกับพวกคนไทยและชาวเวียดนาม รวม 7 คน แบ่งเป็นคนไทย 3 คนและชาวเวียดนาม 4 คน รวมตัวกันไปก่อเหตุหลอกลวงประชาชนทั้งชาวไทย ชาวเวียดนาม เกาหลีใต้ และชาวต่างชาติอื่นๆ ในเอเชียราว 10 ประเทศ ให้ร่วมลงทุนเงินสกุลดิจิตอลต่างๆ เช่น วันคอยน์ , บิตคอยน์ , ริปเปิล และ อีเทอเรียม เป็นต้น

โดยใช้สถานที่พิพิธภัณฑ์บ้านดง โฮจิมินห์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพไทย-เวียดนาม ตั้งอยู่ใน ต.ป่ามะคาบ อ.เมือง จ.พิจิตร เพื่อเป็นแหล่งจูงใจให้กับคนเวียดนาม ทั้งนี้กลุ่มผู้ต้องหาได้อ้างตัวนักค้าเงินดิจิทัล - เทรดสกุลเงินคริปโตเคอเรนซี่ โดยนายมานะ จะอ้างตัวเป็น “พ่อมดคริปโตเคอเรนซี่” หรือผู้เชี่ยวชาญด้านเงินดิจิตอลขั้นเทพ ก่อนจะเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจร่วมลงทุนสกุลเงินดิจิตอลหลายสกุล โดยอ้างว่าได้กำไรดี โดยลงทุนเงินเพียง 200 วัน จะได้กำไรทันที 400%

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ต้องหายังเน้นเชิญชวนชาวบ้านให้ลงทุนในสกุลเงินวันคอยน์ ซึ่งก่อนหน้านี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศเตือนการถือครองเงินสกุลวันคอยน์มาแล้วว่ามีความเสี่ยงสูงต่อการถูกฉ้อโกง โดยแก๊งคนร้ายได้หลอกคนไทยและต่างชาติว่า หากถือครองเงินสกุลวันคอยน์ในอัตราการแลกเปลี่ยน 1,000,000 บาท จะแลกเงินดิจิทัลได้ 100,000 เหรียญวันคอยน์ ซึ่งจูงใจด้วยการโฆษณาว่า หากสะสมเหรียญวันคอยน์ครบตามกำหนดก็จะนำไปแลกสินค้าต่างๆได้ เช่น 10,000 เหรียญวันคอยน์ สามารถแลกทองคำน้ำหนัก 1 บาท หรือ 1,000,000 เหรียญวันคอยน์สามารถแลกรถเบ๊นซ์ได้จำนวน 1 คัน หรือบางส่วนก็สามารถนำไปแลกบ้านเดี่ยวได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ในระหว่างที่สะสมเหรียญวันคอยน์ถ้าครบตามกำหนดระยะเวลาก็จะมีการปันผลให้อีกส่วนหนึ่ง ทำให้ชาวบ้านทั้งคนไทยและชาวต่างชาติหลงเชื่อจำนวนหลายพัน จึงร่วมลงทุนไปรวมเป็นเงินกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งในช่วงแรกชาวบ้านก็ได้รับเงินปันผลแต่ต่อมากลับไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆจากกลุ่มคนร้ายจึงเริ่มเกิดความสงสัยว่าจะถูกต้มตุ๋น รวมทั้งพยายามติดต่อตามหากลุ่มผู้ต้องหาแต่ก็ไม่พบตัวและติดต่อไม่ได้ จึงรวมตัวกันไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายพื้นที่และพนักงานสอบสวนได้ออกหมายจับไว้จนมาถูกชุดสืบสวน กก.4 บก.ป. จับกุมตัวได้ในที่สุด

สำหรับกลุ่มคนร้ายนี้ ประกอบด้วย ชาวเวียดนาม 4 คน และชาวไทย 3 คน โดยแบ่งหน้าที่กันทำเป็นขบวนการชัดเจน มีทั้งคนเปิดบัญชี คนเจรจาหลอกลงทุน และคนคุมเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิด เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ทางตำรวจกำลังติดตามคนไทยอีก 2 คนที่เหลือ ส่วนชาวเวียดนามทั้งหมดที่ร่วมขบวนการมีข้อมูลว่าได้หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว ส่วนเงินที่หลอกไปได้กลุ่มผู้ต้องหาได้นำไปซื้อที่ดินใน จ.พิจิตร ไว้บางส่วน ขณะนี้กำลังเสนอ ผู้บังคับบัญชาให้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ง. เพื่อตรวจสอบและยึดทรัพย์สินของคนร้ายต่อไป

เบื้องต้นสอบสวนผู้ต้องหารายนี้ให้การภาคเสธ ยอมรับว่าเป็นคนในหมายจับจริงแต่ไม่ได้กระทำความผิด ทางเจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพิจิตร จ.พิจิตร ดำเนินคดีต่อไป พร้อมเร่งติดตามผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีโดยเร็วที่สุด