รพ.นพรัตน์ฯรับผู้ป่วยน็อคกัญชา 7 ราย

รพ.นพรัตน์ฯรับผู้ป่วยน็อคกัญชา 7 ราย
24 พฤษภาคม 2562
6,346

กรมการแพทย์เผยรอบ 1 เดือน รพ.นพรัตน์ฯ รับคนไข้น็อคกัญชา 7 ราย ย้ำไม่ใช่ยาวิเศษรักษาได้ทุกโรค เตือนประชาชนซื้อใช้เองเสี่ยงอันตราย มั่นใจภายในเดือนมิ.ย.มี “แพทย์กัญชา” ครบทุกจังหวัด รองรับการดูแลผู้ป่วย

วันนี้(24 พ.ค.) นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ แถลงข่าว “ความต้องการกัญชาทางการแพทย์ การนำมาใช้ และวิถีการดูแลผู้ป่วยอย่างเหมาะสม”ว่า จากการตรวจเยี่ยมรพ.นพรัตนราชธานี ทำให้ทราบข้อมูลว่าในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเนื่องจากการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันกัญชาด้วยตนเอง 7 ราย ส่วนใหญ่จะมาด้วยอาการวิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน โดยคนไข้รายแรก เพศชาย อายุ 20 ปี มีอาการเดิมปวดท้องเรื้อรัง จึงใช้น้ำมันกัญชา 1-2 ครั้ง รายที่ 2 เพศหญิง อายุ 35 ปี มีโรคประจำตัวเป็นความดัน หลังใช้ไป 4 ชั่วโมงเกิดอาการบ้านหมุน รายที่ 3 ไม่มีโรคประจำตัว เข้าใจว่าน่าจะเป็นผู้เสพกัญชา มีอาการปวดบิดท้อง และคลื่นไส้


รายที่ 4 เป็นพระอายุ 60 ปี ไม่มีรายงานโรคประจำตัวมาก่อน แต่มีอาการปวดเมื่อยจึงใช้น้ำมันกัญชา ภายไป 1 คืน มีอาการเวียนศรีษะ และเป็นอัมพาตครึ่งซีก และตรวจเจอภายหลังว่ามีความดันโลหิตสูงซึ่งอาจจะไม่ทราบมาก่อน รายที่ 5 ชาย อายุ 45 ปี มีประวัติผ่าตัดหัวใจและความดันสูง หลานนำน้ำมันกัญชามาให้บอกรักษาทุกโรค จึงหยดเพื่อแก้ปวด เกิดอาการตาลาย อาเจียน รายที่ 6 ผู้ป่วยอายุ 75 ปี เป็นระยะติดเตียง หลานหยดน้ำมันกัญชาให้ใช้ ปรากฏว่าปลุกไม่ตื่น ซึมมาก ต้องรักษาในรพ.2-3วัน และรายที่ 7 เป็นหญิง อายุ ราว 35-40 ปี ไม่มีโรคประจำตัว แต่มีความเครียดจึงหยดน้ำมันกัญชา 3-4 วัน ร่วมกับการกินเบียร์ เกิดคลื่นไส้ อาเจียน


นพ.สมศักดิ์ กล่าวอีกว่า คำแนะนำการใช้กัญชาทางการแพทย์ในปัจจุบัน มีเพียง 4 โรค ที่หากผลิตภัณฑ์ได้มาตรฐานสามารถใช้ได้เลย คือ ภาวะคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด โรคลมชักที่รักษายากในเด็กและโรคลมชักที่ดื้อยา ภาวะกลามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยปลอกประสาทเสื่อมแข็ง และภาวะปวดประสาทที่ใช้วิธีการรักษาอื่นๆและไม่ได้ผล แต่หากเป็นโรคอื่นๆ เช่น โรคพาร์กินสัน และโรคอัลไซเมอร์ การใช้จะต้องเป็นลักษณะของการวิจัยและเก็บข้อมูลจากผู้ป่วย และควรจะต้องสั่งใช้โดยแพทย์ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนเป็นแพทย์ผู้สั่งใช้กัญชาทางการแพทย์แล้ว ทั้งนี้ ปัจจุบันมีแพทย์ เภสัชกร และทันตแพทย์ที่ขึ้นทะเบียนแล้วราว 180 คน อย่างไรก็ตราม ภายในสิ้นเดือนมิ.ย.2562 จะมีแพทย์และเภสัชกรที่สามารถสั่งใช้กัญชาทางการแพทย์ได้ครอบคลุทุกจังหวัดทั่วประเทศอยู่ในรพ.ศูนย์/รพ.ทั่วไป สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีประมาณ 100 กว่าแห่ง จำนวน 250 คน โดยจะอบรมในวันที่ 17-18 มิ.ย. 2562


“อยากให้ประชาชนเข้าใจว่ากัญชาไม่ใช่ยาวิเศษที่จะรักษาได้ทุกโรค ในแง่ของการใช้กัญชารักษาโรคทางการแพทย์ ควรรับข้อมูลจากฝ่ายที่ทำหน้าที่ในการรักษา เพราะหากหาซื้อมาใช้เองอาจเกิดอันตรายขึ้นได้ อย่างเช่น มีรายงานจากสถาบันประสาทวิทยาว่าพ่อแม่รายหนึ่งหาซื้อน้ำมันกัญชามาให้ลูกที่เป็นลมชักใช้ก็ปรากฎว่าอาการดีขึ้น จึงไปซื้ออีก 1 ขวดจากคนขายคนเดิม ปรากฏว่าไม่ได้ผล ซึ่งนี่เป็นปัญหาหนึ่งของการหาซื้อน้ำมันกัญชามาใช้เอง เพราะจะไม่ทราบว่าในน้ำมันนั้นมีสาระสำคัญอะไรบ้าง ในปริมาณเท่าไหร่ และสาระสำคัญอาจไม่คงที่ หากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน เพราะปัจจุบันต้องยอมรับว่ามีคนแสวงหาประโยชน์ด้วยการหลอกขายน้ำมันกัญชาจำนวนมาก และภายในเดือนมิ.ย.นี้จะมีแพทย์สั่งใช้กัญชาได้ครอบคลุมทุกจังหวัด ขอให้ผู้ป่วยที่ต้องการใช้ไปปรึกษาแพทย์ก่อน เพื่อจะได้ใช้อย่างเหมาะสมกับโรคและมีความปลอดภัย”นพ.สมศักดิ์กล่าว


ด้านศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข กล่าวว่า ต้องเข้าใจว่ากัญชาคือยา จึงเหมือนกับยาอื่นที่หากมีการใช้ที่ไม่ถูกต้องย่อมเกิดผลข้างเคียงขึ้น ปัญหาการใช้กัญชาทางการแพทย์ตอนนี้ คือ ประชาชนใช้โดยที่ไม่มีองค์ความรู้ในการใช้ ไม่รู้ว่าต้องใช้ปริมาณเท่าไหร่ หรือใช้กับโรคไหนอย่างไร รวมถึง ไม่มีการตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ที่นำมาใช้นั้นมีความสะอาดปลอดภัยหรือไม่ เพราะฉะนั้นหากยังไม่มีความรู้ในการใช้กัญชาเพื่อรักษาโรค ขอให้ปรึกษาแพทย์ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สั่งใช้กัญชาทางการแพทย์ก่อนเสมอ


“กัญชาคือยา ไม่ต่างจากยาอื่นๆ ที่หากมีการใช้ผิด หรือปริมาณที่มากเกินไป หรือในรูปแบบที่ไม่ถูกต้องจะเกิดปัญหาแน่ๆ เช่น กรณีที่มีการใช้ยาปัจจุบันอยู่ แล้วใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันกัญชา ก็จะเพิ่มฤทธิ์ของยานอนหลับ ต้านซึมเศร้า หดหู่ เพราะฉะนั้น แพทย์ เภสัชกรที่จะสั่งใช้กัญชาทางการแพทย์จะต้องรู้ว่ามีข้อจำกัดอะไรในการใช้และอาจเกิดผลข้างเคียงกับยาปัจจุบันอะไรบ้าง”ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าว


นายอภิวัฒน์ เฟื่องฟู หัวหน้าศูนย์สารนิเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะหัวหน้าโปรแกรมเมอร์สร้างเว็บไซต์ลงทะเบียนการใช้กัญชาทางอินเทอร์เน็ต กล่าวในงานแถลงข่าวความต้องการกัญชาทางการแพทย์ การนำมาใช้และวิถีการดูแลผู้ป่วยอย่างเหมาะสม ว่า การลงทะเบียนใช้กัญชาทางออนไลน์ของสภากาชาดไทย ตั้งแต่วันที่ 13-21 พ.ค. 2562 พบว่า มีคนที่สนใจและเข้ามาในตัวเว็บไซต์ลงทะเบียน 139,977 คน จำนวนนี้มีคนที่ยืนยันตัวตนในระบบมีทั้งสิ้น 43,893 คน แต่ยืนยันครบทุกขั้นตอนจำนวน 31,177 คน เมื่อจำแนกตามพื้นที่มีครบทั้งหมด 77 จังหวัด จังหวัดที่มีผู้ลงทะเบียนสูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1.กรุงเทพมหานคร (กทม.) จำนวน 8,726 คน 2.นนทบุรี 1,400 คน 3.นครราชสีมา 1,205 คน 4.เชียงใหม่ 1,203 คน และ 5.ปทุมธานี 1,145 คน


หากแยกตามรายภาค พบว่า ภาคกลางสูงที่สุด คือ 15,748 คน หรือประมาณ 50% สูงสุดอยู่ที่ กทม. นนทบุรี สมุทรปราการ และปทุมธานี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5,157 คน ภาคตะวันออกและตะวันตก 3,699 คน ภาคใต้ 3,371 คน และ ภาคเหนือ 3,202 คน อันดับอาการของผู้ป่วยที่ลงทะเบียน พบว่า 1. โรคมะเร็งและโรคที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง 2. โรคไบโพลาร์ 3. โรคซึมเศร้า และ4. โรคอัลไซเมอร์

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ LINE @Bangkokbiznews ที่นี่


เพิ่มเพื่อน
แชร์ข่าว :
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง