รัฐทุ่มพันล้านตั้งกรมทหารพราน ส่ง'ปืนยาว'ให้อส.หวังดับไฟใต้

รัฐทุ่มพันล้านตั้งกรมทหารพราน ส่ง'ปืนยาว'ให้อส.หวังดับไฟใต้
4 พฤศจิกายน 2557
4,286

วงประชุม คปต.ไฟเขียวตั้ง "กรมทหารพรานนาวิกโยธิน" ที่ชายแดนใต้ อัตรากำลังเกือบ 2 พันนาย ใช้งบ 1.7 พันล้าน

พร้อมแจก "เอชเค 33" ให้ อส.อีกร่วม 3 พันกระบอก หวังรับมือสถานการณ์รุนแรง "ประวิตร" ย้ำทหารต้องดูแลประชาชนไม่ใช่ไปสู้กับประชาชน ขณะที่ "อุดมเดช" สั่งปรับแผนเชิงรุก หลังเกิดเหตุกราดยิงถี่ มั่นใจสถานการณ์ภาพรวมดีขึ้น ด้านนักศึกษาสาวเหยื่อกระสุนที่นราฯอาการโคม่า

พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ให้สัมภาษณ์วานนี้ (3 พ.ย.) ถึงผลการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (คปต.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการ การจัดตั้งกรมทหารพรานนาวิกโยธิน กองทัพเรือ 1 กรม มีกำลังพล 1,622 อัตรา แบ่งเป็น 16 กองร้อยทหารพราน และ 1 หมวดทหารพรานนาวิกโยธินหญิง โดยจะใช้ระยะเวลาจัดตั้ง 2 ปี และใช้งบประมาณดำเนินการกว่า 1,700 ล้านบาท ทั้งนี้เพื่อลดการใช้กำลังรบหลัก

ส่วนแผนปฏิบัติการการแก้ไขปัญหา และพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของ 7 กลุ่มงาน 55 หน่วยงาน 121 แผนงาน ประจำปีงบประมาณ 2558 นั้น เขากล่าวว่า ในที่ประชุมเห็นชอบในการประมาณรายจ่ายไตรมาสแรก จำนวนกว่า 7,786 ล้านบาท ตามที่แต่ละกลุ่มงานได้รายงานแผนงานให้ที่ประชุมรับทราบ

ทั้งนี้ได้มีการเพิ่มเติมในที่ประชุมว่า ตามที่มีประกาศคำสั่งการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ทางสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะนำมาดำเนินการออกเป็นระเบียบและจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประชุมเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจแนวทางการปฏิบัติ หลังได้รับการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว และยังเห็นชอบการจัดทำงบประมาณ 2559 แบบบูรณาการ โดยทั้งหมดจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบต่อไป

พ.อ.บรรพต กล่าวด้วยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เร่งรัดให้หน่วยงานดำเนินตามแผนงาน พร้อมประเมินผลให้เห็นเป็นรูปธรรม และย้ำว่าทหารที่ลงพื้นที่ ต้องดูแลประชาชนให้ใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ใช่ไปสู้รบกับประชาชน

แจกปืน2,700กระบอกให้อส.ใต้

พ.อ.บรรพต กล่าวอีกว่า ในที่ประชุมยังรับทราบการสนับสนุนอาวุธประจำกาย ปืนเล็กยาวแบบ 11 หรือ เอชเค 33 จำนวน 2,700 กระบอก โดยกองทัพบกมอบให้กับกระทรวงมหาดไทยนำไปให้สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

เปิดรับเพิ่ม2,000คนเป็นตร.ที่ใต้

ส่วนปัญหาขาดแคลนกำลังพลของตำรวจในพื้นที่ จำนวน 2,000 อัตรานั้นได้แบ่งเป็นรับสมัครจากผู้ที่มีภูมิลำเนาในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ และจากพื้นที่อื่นทั่วประเทศ อย่างละจำนวน 1,000 อัตรา ซึ่งจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือน มิ.ย.2558 และต้องมีการจัดฝึกอบรมแบบพิเศษก่อนปฏิบัติหน้าที่

"ประวิตร"มั่นใจกองทัพรับมือได้

ด้าน พล.อ.ประวิตร กล่าวก่อนเข้าประชุม คปต. ว่า แผนการแก้ไขปัญหาความไม่สงบมีอยู่แล้ว เพราะทำกันมานาน วันนี้เป็นเพียงนำแผนของแต่ละหน่วยงานมาดูว่าต้องทำอะไรบ้าง และอยากให้รีบดำเนินการเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ส่วนเหตุการณ์ที่กลับมารุนแรงอีกครั้ง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เพราะฝ่ายรัฐจับแกนนำและฝ่ายตรงข้ามยังระบุเองว่านี่เป็นการตอบโต้ ดังนั้นต้องดูแลให้มากขึ้น ซึ่งทั้งทหาร ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็รับทราบและเตรียมการกันอยู่แล้ว

โวชายแดนใต้ดีขึ้น-จนท.คุมพื้นที่ได้มากขึ้น

เมื่อถามว่า การก่อเหตุเป็นการเร่งให้เกิดการเจรจา พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่เห็นด้วย เพราะถ้าทุกฝ่ายต้องการสันติสุข ผู้ที่จะพูดคุยต้องสงบด้วย แต่ทั้งนี้การพูดคุยก็ยังไม่ได้เริ่มต้น อย่างไรก็ตามภาพรวมของสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ดีขึ้นมาก ประชาชนมีความเข้าใจมากขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้ด้วยพื้นที่มีความกว้างขวางมาก เจ้าหน้าที่ก็มีความพยายามที่จะควบคุมพื้นที่และเข้าไปอยู่ในพื้นที่ ซึ่งหมู่บ้านที่ไม่เคยเข้าได้ ก็สามารถเข้าไปได้แล้ว

ถามต่อว่า จะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้มาเลเซียประสานกับกลุ่มผู้ก่อเหตุเพื่อลดความรุนแรงลง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า จะไปบอกอย่างนี้ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องภายในของเรา ในการสร้างความเข้าใจกับประชาชน

"เกิดเหตุแบบนี้เราก็ไม่ได้พักเรื่องการพูดคุย แต่ทำยังไงเราจะทำให้เกิดความสมดุลมากที่สุด แต่แนวทางการพูดคุยเป็นช่องทางหนึ่งที่จะทำให้เกิดสันติสุขในอนาคตที่จะต้องทำให้ได้ มีหลายช่องทางทุกฝ่ายก็ต้องมาประสานกัน" พล.อ.ประวิตร กล่าว

เมื่อถามว่าการพูดคุยสันติสุขต้องรอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางไปเยือนมาเลเซียก่อนหรือไม่ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ต้องรอ เพราะนายกฯ ต้องไปพูดคุยเรื่องอื่นๆ ด้วยไม่ใช่คุยเรื่องภาคใต้อย่างเดียว เพราะเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่ดูแลประชาชนในพื้นที่อยู่แล้วในการร่วมมือร่วมใจทำให้เกิดความสันติสุขให้ได้ ทั้งนี้แม้ผู้ที่ก่อเหตุมีหลายพวกหลายกลุ่มก็ต้องพยายามทำให้ได้ภายในหนึ่งปี เพราะนายกฯและผบ.ทบ.ก็ตั้งใจเต็มที่ในการทำให้เกิดความสันติสุขในจังหวัดชายแดนใต้ให้ได้

ผบ.ทบ.ชี้คนร้ายจ้องก่อเหตุเพื่อยกระดับ

พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวถึงสาเหตุที่สถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงนี้ว่า ความจริงกลุ่มผู้ก่อเหตุ เฝ้าดูสถานการณ์ และพยายามยกระดับความรุนแรงอยู่ตลอด และเป็นที่ทราบกันดีว่า รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องการให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างสันติสุข ไม่ใช้กำลังในการแก้ไขปัญหา ซึ่งหากเราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ก็อาจจะทำให้การต่อรองมีน้ำหนักและเกิดขึ้นเร็ว ทำให้ผู้ก่อความไม่สงบพยายามยกระดับความรุนแรงในการสร้างสถานการณ์มากขึ้น

พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า ได้สั่งการและเน้นย้ำผ่านแม่ทัพภาคที่ 4 ให้หน่วยเฉพาะกิจปรับแผนการปฏิบัติงาน ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่ตามแบบยุทธวิธี และให้วางกำลังครอบคลุมทุกพื้นที่

"ยืนยันว่า เราให้ความระมัดระวังในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ เนื่องจากประชาชนต้องการความสงบสุขกลับคืนมา" พล.อ.อุดมเดช กล่าว

ส่วนที่จะมองว่าเป็นการก่อเหตุเพื่อสร้างแรงกดดันให้มีการพูดคุยสันติสุขโดยเร็วนั้น พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า ไม่สามารถตอบได้ว่าฝ่ายผู้เห็นต่างต้องการพูดคุยหรือไม่ แต่ฝ่ายเราต้องการอยู่แล้ว เพราะอยากให้เกิดสันติสุข และแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี โดยที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายก็ได้แสดงออกถึงความต้องการของแต่ละฝ่าย และหากมีความตั้งใจกันจริง เชื่อว่าสถานการณ์อาจผ่อนคลายความตึงเครียดลงได้

อาการนศ.ถูกยิงยังโคม่า

ด้านอาการของผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบ วานนี้ (3 พ.ย.) นพ.ฉัตรชัย ศรีนามวงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ เปิดเผยถึงอาการบาดเจ็บของ น.ส.สุธิดา ตั้งใจ อายุ 20 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ คณะวิทยาการจัดการชั้นปีที่ 2 หลังถูกผู้ก่อความไม่สงบประกบยิงเมื่อวันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า สมองไม่ตอบสนองกับอะไรแล้ว ความดันก็ไม่ดี ตอนนี้ให้เลือด ให้ยากระตุ้นหัวใจ ทำทุกอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่ทำให้อาการดีขึ้น

ส่วนกรณีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงถล่มใส่บ้านพักในพื้นที่หมู่ 2 บ้านตาเซะ ต.นานาค อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ในช่วงคืนวานนี้ (3 พ.ย.) จนมีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 3 ราย ประกอบด้วย ส.ต.ต.ลิขิต ละดาศรี ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 447 อ.สุไหงปาดี นายประดับ แก้วเลี่ยม และนางรัญจวน ชำนาญกลาง ล่าสุดทั้ง 3 อาการปลอดภัยแล้ว

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง