background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ผ่า งบฯปี 66 รัฐตั้งงบ 3.18 ล้านล้าน ขาดดุล 6.95 แสนล้าน นายกฯสั่งปั๊มรายได้

ผ่า งบฯปี 66 รัฐตั้งงบ 3.18 ล้านล้าน ขาดดุล 6.95 แสนล้าน นายกฯสั่งปั๊มรายได้

ครม.เคาะกรอบงบประมาณปี 2566 วงเงิน 3.185 ล้านล้าน เป็นงบประมาณขาดดุล 6.95 แสนล้าน สมมุติฐานเศรษฐกิจคาดจีดีพีโต 3.7% นายกฯสั่งหน่วยงานเศรษฐกิจติดตามสถานการณ์ความไม่แน่นอน สถานการณ์เงินเฟ้อ เร่งสร้างรายได้ใหม่เน้นลงทุนในอีอีซี BCG

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมามีมติเห็นชอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 เพื่อจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณฯ2566 โดยมีการกำหนดกรอบวงเงินงบประมาณในปี 2566 วงเงินรวม 3.185 ล้านล้านบาท โดยเป็นการจัดทำงบประมาณขาดดุล จำนวน 6.95 แสนล้านบาท ขาดดุลลดลงจากปีงบประมาณ 2565 จำนวน 5,000 ล้านบาท หรือลดลง 0.71% และคิดเป็นสัดส่วน 3.89% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โดยมีสมมุติฐานว่าเศรษฐกิจในปี 2566 จะขยายตัวได้ 3.7% อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.2% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลที่ 5.6% ของจีดีพีจากการส่งออกที่ยังขยายตัวและการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะฟื้นตัว

ทั้งนี้วงเงินงบประมาณรายจ่าย จำนวน 3.185 ล้านล้านบาท เท่ากับกรอบวงเงิน ตามแผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2566 – 2569) ที่ครม. ได้มีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2564 ที่ผ่านมา โดยรายจ่ายลงทุนและงบประมาณรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้มีสัดส่วนอยู่ภายในกรอบที่กำหนด ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561โดยมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้

1.กรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 วงเงินรวม 3.185 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 จำนวน 8.5  หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น2.74% ประกอบด้วยประมาณการรายจ่าย ดังต่อไปนี้ 1)รายจ่ายประจำ จำนวน 2.39 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 จำนวน 16,990.5 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.72% ทั้งนี้งบประมาณประจำคิดเป็นสัดส่วน 75.04% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด

2)รายจ่ายลงทุนวงเงินรวม 6.95 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 จำนวน 83,066.6 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 13.57% คิดเป็นสัดส่วน 21.82% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด

3)รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้จำนวน 1 แสนล้านบาท โดยกำหนดเท่ากับปีงบประมาณปี 2565 คิดเป็นสัดส่วน 3.14% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด

2.การประมาณการรายได้สุทธิของรัฐบาล มีการคาดการณ์ว่ารัฐบาลจะจัดเก็บรายได้ จำนวน 2.49 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 จำนวน 9 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.75% จากปีงบประมาณก่อน

นายธนกรกล่าวด้วยว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามข้อสั่งการเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณของประเทศ โดยมีกลไกความร่วมมือระหว่างกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สศช.)และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและจัดทำข้อเสนอแนะ มาตรการที่ต้องดำเนินการการบริหารความเสี่ยง ทั้งระยะสั้นและระยะปานกลางสำหรับในแต่ละกรณีเป็นการล่วงหน้า

นอกจากนี้ยังมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งติดตามการขับเคลื่อนมาตรการของรัฐบาลในประเด็นต่อไปนี้ เช่น การเร่งสร้างรายได้ใหม่ตามมาตรการของรัฐบาล เช่น มาตรการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงเข้าสู่ประเทศไทย (LTR) มาตรการดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และอุตสาหกรรมอนาคต (New S - curve) มาตรการส่งเสริมการลงทุนในกิจการด้านเทคโนโลยีและธุรกิจเกิดใหม่ (Startup) การขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศด้วย BCG Mode 

รวมทั้งให้มีการติดตามการจัดเก็บรายได้ของรัฐ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ โดยหน่วยรับงบประมาณต้องมีการใช้จ่ายให้เป็นไปตาม แผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ และลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น การควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานและ ต้นทุนโลจิสติกส์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ การดำเนินมาตรการเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการดำเนินธุรกิจ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ด้านแรงงาน รวมทั้งการควบคุมอัตรา แลกเปลี่ยนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมด้วย