โต้แทน 'สามารถ' ติง 'รังสิมันต์' อย่าอคติ เหตุ 'บิ๊กป้อม' ไม่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ
วันนี้ (18 ส.ค.) นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวกรณี นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า "ตอนที่ผมทราบว่า ไม่มีชื่อของพลเอกประวิตร ผมก็อยากถามเหมือนกันว่า สรุปที่ไม่ให้อภิปรายพลเอกประวิตรเนี่ย ทำแบบนี้ #เพื่อใคร กันครับ?" การที่ นายรังสิมันต์ พยายามหยิบยกชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ขึ้นมาในช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นการสร้างกระแสสังคมให้เกิดความสับสนในตัว "บิ๊กป้อม"
ตนมองว่าไม่ถูกต้องเพราะเท่าที่สัมผัส พล.อ.ประวิตร เป็นผู้ใหญ่ที่มีจิตใจทำเพื่อประชาชน ไม่เคยเกรงกลัวต่อการอภิปรายฯ ที่ผ่านมาเห็นได้ว่าตอบคำถาม และได้รับการไว้วางใจจาก ส.ส.อย่างท่วมท้นมาโดยตลอด นายรังสิมันต์ ต่างหากที่ไม่ยอมทำการบ้าน หรือทำแล้วแต่หาข้อมูลที่ พล.อ.ประวิตร. ทำผิดไม่เจอ ทั้งเปิดตู้ร้องทุกข์ก็แล้ว โพสต์ให้ชาวบ้านส่งข้อมูลมาก็แล้วก็หาไม่เจอ เพราะท่านเป็นคนดี ใสซื่อมือสะอาด ซื่อสัตย์สุจริต และจริงใจในการทำงานช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องประชาชน ซึ่งขณะเดียวกันปรากฏว่าพรรคก้าวไกลเองก็ไม่มีข้อมูลใหม่ หรือมีข้อมูลเพียงพอที่จะนำเสนอให้พรรคร่วมฝ่ายค้านลงชื่อได้ ตามที่ข่าวของพรรคร่วมฝ่ายค้่านได้แถลงข่าวไปแล้ว
ดังนั้นตนคิดว่าในช่วงสถานการณ์แบบนี้ นายรังสิมันต์ อย่าใช้ข้อมูลโดยใช้ความมีอคติทั้ง 4 ที่มีต่อบิ๊กป้อม เพราะจะทำให้สังคมเกิดความวุ่นวาย ขออย่าให้ร้าย พล.อ.ประวิตร ตนอยากจะบอกคำโบราณไปถึงนายรังสิมันต์ที่ว่า "อย่าทำงานแบบสุกเอาเผากิน" ในการอภิปรายครั้งนี้
โดยการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นเป็นไปตามหลักการที่ว่า "ฝ่ายบริหารจะอยู่ได้ก็โดยความไว้วางใจของฝ่ายนิติบัญญัติ" ดังนั้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะมีขึ้นก็ต่อเมื่อรัฐสภาเห็นว่ารัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีไม่ควรแก่การไว้วางใจให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ซึ่งอาจเกิดจากการตัดสินใจผิดพลาด การใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ เป็นต้น
โดยการชออภิปรายครั้งนี้เป็นไป ตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 การอภิปรายไม่ไว้วางใจสามารถจำแนกได้เป็น
การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล
การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีทั้งคณะ
โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ในสภา (โดยทั่วไปคือ 100 คน) มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ โดยเมื่อได้มีการเสนอญัตติแล้ว นายกรัฐมนตรีจะยุบสภาผู้แทนราษฎรมิได้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐมนตรีหลีกหนีการถูกอภิปราย
การออกเสียงลงมติไม่ไว้วางใจ ห้ามมิให้กระทำในวันเดียวกันกับที่การอภิปรายสิ้นสุด ทั้งนี้เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้มีเวลาไตร่ตรอง มติไม่ไว้วางใจจะต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร (โดยทั่วไปคือเท่ากับหรือเกินกว่า 251 เสียง) หากสภาลงมติไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีผู้นั้นจะต้องพ้นจากตำแหน่งทันทีตามมาตรา 170
นายกรัฐมนตรีมีสถานภาพเป็นรัฐมนตรีคนหนึ่งที่อาจถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ หากนายกรัฐมนตรีถูกลงมติไม่ไว้วางใจ คณะรัฐมนตรีทั้งคณะก็จะต้องพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 167
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นสิ่งที่สภาให้อำนาจกับ ส.ส.ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ฉะนั้นประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ต้องการเห็นการทำงานที่เป็นประโยชน์ และเป็นข้อมูลจริงจากการทำงานของสภา ในเมื่อไม่มีข้อมูลเพียงพอ หรือไม่มีข้อมูลจริงก็ไม่อยากให้ นายรังสิมันต์ ทำงานแบบสุกเอาเผากิน เพื่อผลประโยชน์พ่อแม่พี่น้องประชาชน
"อยากให้อภิปรายประเด็นที่เป็นข้อมูลจริง ปีนี้เข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว ควรกลับตัวกลับใจแล้วเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ ถ้าทำได้ก็จะส่งผลดีต่อตัวนายรังสิมันต์ เอง" อดีตผู้ช่วย รมว.ยุติธรรม ฝากถึง นายรังสิมันต์.





