วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ก้าวไกล'ชี้ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ ฉบับใหม่ 'ปกปิดเป็นหลัก เปิดเผยเป็นข้อยกเว้น'

“ก้าวไกล” ชี้ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ ฉบับใหม่ เปลี่ยนหลักการกลายเป็น “ปกปิดเป็นหลัก เปิดเผยเป็นข้อยกเว้น”

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ต่อกรณีที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2564 เห็นชอบเสนอร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ (ฉบับที่...) พ.ศ.... อันเป็นการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารราชการ พ.ศ.2540 เพื่อเสนอให้รัฐสภาพิจารณาก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางนั้น ซึ่งเมื่อตนได้พิจารณาเนื้อหาที่ได้มีการแก้ไขก็เห็นว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้กำลังเปลี่ยนหลักการของกฎหมาย ที่ได้ออกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช2540 ที่เน้นการ “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น” กลายเป็น “ปกปิดเป็นหลัก เปิดเผยเป็นข้อยกเว้น”

โดยร่าง พ.ร.บ. ที่ ครม.เสนอมีการแก้ไขเนื้อหาสาระสำคัญ 16 ประเด็นด้วยกัน เช่น การเพิ่มนิยาม “ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ” การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการ การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารผ่านระบบดิจิทัล การกำหนดให้มีคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาต่าง ๆไปจนถึงวิธีการอุทธรณ์คำสั่งที่มิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร แต่สิ่งที่ตนได้ศึกษา รับฟัง และได้พูดคุยกับนักวิชาการหลายท่านเห็นตรงกันว่ามีเรื่องที่น่าห่วงอยู่หลายประการด้วยกัน

เรื่องแรกคือเรื่องข้อกำหนดที่ระบุว่าข้อมูลข่าวสารที่เป็นข้อมูลด้านความมั่นคงของรัฐ ด้านการทหาร ด้านการป้องกันประเทศ ไปจนถึงความมั่นคงของรัฐด้านอื่น ๆ ตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด จะเปิดเผยไม่ได้ เรื่องนี้กลายเป็นผิดหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการทำงานที่รัฐบาลเองพูดมาโดยตลอด เสมือนเป็นการตีเช็คเปล่าให้ ครม.กำหนด ซึ่งอาจมีการกำหนดเสียจนทุกเรื่องกลายเป็นความมั่นคงของรัฐไปเสียหมด

“เช่น กรณีที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ขอทราบถึงเรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับวัคซีนโรคโควิดจากกรมต่าง ๆ ในกระทรวงสาธารณสุข หากรัฐบาลกำหนดว่าเรื่องวัคซีนเป็นเรื่องความมั่นคงของรัฐ จะกลายเป็นว่าเราไม่อาจทราบว่าตกลงประชาชนคนไทยจะได้ฉีดวัคซีนกันครบถ้วนเมื่อไร แม้กระทั่งเรื่อง Spec เสื้อผ้า กางเกงใน รองเท้าของทหารเกณฑ์ ที่ ส.ส.พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ อภิปรายถึงราคาที่สูงกว่าท้องตลาดในสภาหลายครั้ง ก็อาจถูกตีความกลายเป็นเรื่องความมั่นคงด้านการทหารได้ นี่เป็นแค่ตัวอย่างที่น่ากังวล” นายณัฐวุฒิ กล่าว

อีกเรื่องที่ตนประหลาดใจมาก คือการที่กฎหมายจะกำหนดว่าหน่วยงานอาจปฏิเสธให้ข้อมูลหากเห็นว่าผู้ยื่นคำขอขอข้อมูลเป็นจำนวนมากหรือบ่อยครั้ง ถึงแม้จะพยายามบอกว่าเฉพาะกรณีก่อกวนการปฏิบัติงานหรือใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องมีการตีความ เรื่องนี้สะท้อนวิธีคิดที่ผิดมาก แทนที่หน่วยราชการจะยินดีที่ประชาชนสนใจในสิ่งที่ตนทำงาน แต่กลับมาหาว่าประชาชนเป็นปัญหาที่จะมาขอข้อมูล มิเช่นนั้นหน่วยราชการจะเก็บข้อมูล big data ไปมากมายทำไม หากมิให้ประชาชนใช้ได้ หรือกลัวประชาชนจะตรวจสอบได้ว่าหลายครั้งเป็นการใช้งบประมาณเกินจำเป็น

เรื่องสุดท้ายคือเรื่องการอุทธรณ์กรณีที่หน่วยราชการมิให้เปิดเผยต่อศาล ร่างกฎหมายนี้เขียนบังคับการทำหน้าที่ของศาลโดยได้ระบุว่าให้ศาลพิจารณาเป็นการลับและห้ามมิให้เปิดเผยเนื้อหาสาระของข้อมูลและวิธีการได้มาซึ่งข้อมูลในคำพิพากษาหรือคำสั่ง เรื่องนี้ในแต่ละศาลจะมีกฎหมายที่ระบุไว้อยู่และให้ศาลท่านใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาว่าเรื่องใดเป็นเรื่องลับและบันทึกข้อมูลแบบใด กฎหมายไม่ควรไปกำหนดแทรกแซงการทำหน้าที่ของศาล อีกทั้งให้มีการอุทธรณ์ได้ในศาลปกครองชั้นต้นเพียงชั้นเดียวและถือเป็นที่สุด จะทำให้ศาลปกครองสูงสุดไม่มีโอกาสได้ทบทวนและวินิจฉัยคดีวางบรรทัดฐานในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศ

อีกทั้งคณะรัฐมนตรีเห็นว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็น กฎหมายที่ตราขึ้นตามรัฐธรรมนูญ หมวด 16 ว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ ซึ่งระบุให้พิจารณาในที่ประชุมรัฐสภา โดยหลายกฎหมายที่ผ่านมาพบว่าฝ่ายรัฐบาลและวุฒิสภาจะพิจารณาและลงมติไปในทิศทางเดียวกันทั้งในชั้นรับหลักการวาระ 1 และชั้นพิจารณาวาระ 2 ทำให้หากจะมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในเนื้อหาสาระที่ไม่ถูกต้องหรือบิดเบือนไปจากหลักการที่ควรจะเป็นเป็นเรื่องที่ยากมาก จึงเป็นเรื่องที่นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชน จะต้องช่วยกันส่งเสียงท้วงติงร่าง กฎหม่ยฉบับนี้ตั้งแต่ตอนนี้

"นี่คือวิธีคิดหรือมุมมองของรัฐต่อประชาชน ที่อาจเรียกรวมได้ว่า “รัฐไม่ยอมเปลี่ยนแปลง” โดยจากที่พิจารณาทั้งหมดจะเห็นว่า “พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ ต้องอยู่บนหลักการ “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น” ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ที่ ครม.มีมติเห็นชอบนี้ไม่ได้อยู่บนหลักการดังกล่าว พรรคจึงมอบหมายให้นายรังสิมันต์โรม นายธีรัจชัย พันธุมาศ นายวรภพ วิริยะโรจน์ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายปดิพัทธ์สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก เขต 1 เป็นคณะทำงานศึกษาเนื้อหาสาระที่แก้ไข พร้อมเสนอความเห็นต่อที่ประชุมส.ส. พิจารณาว่าควรจะรับหรือไม่รับหลักการ กม.ฉบับนี้ต่อไป” นายณัฐวุฒิ กล่าวในที่สุด