นครบาล สรุป ดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมทั่วประเทศ ขณะนี้ดำเนินคดีไปแล้ว 140 คดี ใน 26 จังหวัด ส่วนประเด็นการตามหาตัว วันเฉลิม ที่หายตัวในประเทศกัมพูชา ยังคงเงียบไม่มีความคืบหน้า
เมื่อวันที่ 5 พ.ย. เวลา 10.30 น. ที่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พลตำรวจตรีปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมด้วย พันตำรวจเอก กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันแถลงความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มเห็นต่างทางการเมือง
พลตำรวจตรี ปิยะ กล่าวว่า ภาพรวมในการดำเนินคดีของกองบัญชาการตำรวจนครบาลในห้วงที่ผ่านมา โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้จับกุมผู้ต้องหาในคดีเกี่ยวกับความมั่นคงและความผิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องไปแล้วจำนวน 85 ราย เป็นผู้ต้องหาจำนวน 79 คน ข้อหาสำคัญคือข้อหามั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง, การกระทำผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จำนวน 68 ราย, ความผิดประทุษร้ายตามมาตรา 110 จำนวน 3 ราย, กระทำผิดตามมาตรา 116 จำนวน 13 ราย, และความผิดเกี่ยวกับพ.ร.บ.เปรียบเทียบปรับ เช่น พ.ร.บ.ความสะอาด หรือพ.ร.บ.อื่นๆจำนวน 2 ราย
พันตำรวจเอก กฤษณะ กล่าวว่า นับตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีการรวมตัวชุมนุมกันของกลุ่มต่างๆ ซึ่งมีการกระทำผิดกฎหมายในภาพรวมทั่วประเทศจำนวน 140 คดี ใน 26 จังหวัดทั่วประเทศ ทั้งนี้เรื่องของการชุมนุมอยากให้เคารพกฎหมายเป็นหลัก โดยเฉพาะการแจ้งการชุมนุมกับตำรวจที่รับผิดชอบตามพ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ โดยการแจ้งตามพ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะนั้นจะเป็นการแจ้งให้เจ้าหน้าที่ได้รับทราบ และเจ้าหน้าที่จะได้จัดกำลังไปอำนวยความสะดวกด้านการจราจร และรักษาความสงบเรียบร้อยซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ในหลายๆส่วนที่ผ่านมามีทั้งการแจ้งและไม่แจ้งให้เจ้าหน้าที่รับทราบ นอกจากนี้แล้วแม้ว่าจะมีการแจ้งการชุมนุมให้เจ้าหน้าที่รับทราบก็ยังมีการฝ่าฝืนกฎหมายในหลายส่วน
พันตำรวจเอก กฤษณะ กล่าวต่อว่า ผู้ที่จะออกมาชุมนุมอะไรก็ตามสามารถใช้สิทธิได้ตามกฎหมายได้ แต่กฎหมายก็บอกไว้ชัดเจนว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร หลังจากที่มีการออกมาชุมนุมโดยไม่มีการแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรืออาจจะมีการแจ้งแล้วมีการกระทำความผิดกฎหมายในส่วนอื่นนั้น สุดท้ายแล้วพนักงานสอบสวนก็จะดำเนินการตามกรอบกฎหมายที่ให้อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยที่ไม่ได้มี 2 มาตรฐาน ซึ่งทางพล.ต.ต.ปิยะได้ชี้แจงประเด็นที่ตั้งข้อสงสัย แล้วการที่แต่ละกลุ่มออกมาแฟลชม็อบต่างๆจะมีการกับผู้ที่ออกมาอย่างไร ผมอยากให้มองถึงเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนในเรื่องผู้ใช้รถใช้ถนนและผู้ที่ต้องดำรงชีวิตตามปกติสุข
เมื่อถามถึงกรณีที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีหนังสือเรื่องข้อห่วงใยต่อการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการควบคุมตัวและดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของบุคคลและควรชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจับกุมและดำเนินคดีให้สาธารณชนทราบโดยเร็ว ทาง พันตำรวจเอก กฤษณะ กล่าวว่า ตนขอแยกเป็น 2 ประเด็น คือประเด็นที่ทราบทางกสม.ได้ออกสื่อ ซึ่งตนทราบผ่านสื่อว่าจะมีการส่งหนังสือไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อที่จะให้ชี้แจงในประเด็นการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้อำนาจในการจับกุม และการใช้อำนาจในการปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมในการใช้น้ำฉีดหรืออะไรก็ตาม ทั้งนี้ยังไม่ได้รับหนังสืออย่างเป็นทางการ ในส่วนการชี้แจงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ฝ่ายกฎหมายคงต้องไปดูเป็นขั้นตอนการชี้แจงตามปกติอยู่แล้ว ประการที่สองในส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่ต้องไปชี้แจง
ทั้งผู้ที่ได้รับมอบหมายโดยตรงในส่วนของกองบัญชาการตำรวจนครบาลหรือส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้มีความกังวลอะไรในเรื่องที่ต้องเข้าไปชี้แจง พร้อมยืนยันว่าในการปฏิบัตืหน้าที่ในทุกส่วนนั้นเราปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักกฎหมาย ยึดหลักรัฐศาสตร์ ไม่ได้มุ่งที่จะบังคับใช้กฎหมายจับกุมเป็นหลัก เรามีการเจรจาต่อรอง มีขั้นตอน มีพัฒนาการจนไปถึงในจุดที่จะต้องมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ขอยืนยันว่าเรามีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย และยึดถือกฎหมายเป็นที่ตั้ง
ส่วนประเด็นคดีของนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ หรือ ต้าร์ ผู้หลี้ภัยทางการเมือง ที่หายตัวไปในประเทศกัมพูชา ทาง พันตำรวจเอก กฤษณะ กล่าวว่า ตำรวจได้มีผู้ช่วยทูตตำรวจประจำกัมพูชาที่ประสานงานและข้อมูลกับตำรวจกัมพูชาอยู่ตลอด ยืนยันดำเนินการไปตามหน้าที่ ซึ่งในประเทศก็มีการสืบสวนสอบสวน ทั้งนี้การดำเนินการผ่านมา 5 เดือน ยังไม่ได้รับรายละเอียดหรือข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์มากนัก ล่าสุดทราบว่าญาติของนายวันเฉลิมจะมีการไปยื่นเรื่องที่ประเทศกัมพูชา
นอกจากนี้ทาง พลตำรวจตรี ปิยะ ยังกล่าวถึงกรณีแกนนำผู้ชุมนุมเข้าแจ้งความที่สน.ลาดกระบัง ว่า ทางพนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์ไว้ อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน หากมีความคืบหน้าอย่างไรจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง
พลตำรวจตรี ปิยะ กล่าวอีกว่า ส่วนของการเตรียมความพร้อมการดูแลพื้นที่การชุมนุมที่ผ่านมา กลุ่มคณะราษฎรได้มีการแถลงการณ์ที่จะชุมนุมต่อโดยกำหนดแนวทางพลตำรวจโท ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้เรียกประชุมหารือเตรียมกำลังไว้เพื่อรองรับไว้ทั้งหมด 12 กองร้อยไว้ดูแลโดยรอบพื้นที่ที่มีการชุมนุม เช่นโดยรอบพื้นที่สนามหลวง และที่เหลืออีก จำนวน 24 กองร้อย ได้มีการจัดกำลัง เพื่อเฝ้าจุดตามสถานที่ราชการ ส่วนขณะนี้มีการปรับลดกำลังแล้วหรือไม่นั้น ขณะนี้ได้มีการปรับลดกำลังบางส่วนตามความเหมาะสม
ส่วนการดำเนินคดีกับแกนนำเพิ่มเติมนั้น พลตำรวจตรี ปิยะ กล่าวว่า วันนี้มีแกนนำและผู้เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ชุมนุมหลัก 2 จุดคือ กรณี น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หรือมายด์ อายุ 25 ปี แกนนำกลุ่มมหานครเพื่อประชาธิปไตย และ สมาชิกคณะประชาชนปลดแอก รับทราบข้อกล่าวหาความผิดตามม.116 ที่สน.ทุ่งมหาเมฆ ทาง พลตำรวจโทภัคพงศ์ ได้ลงไปติดตามสถานการณ์ด้วยตัวเอง อีกส่วนหนึ่งเป็นกรณีที่นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ อดีตพระพุทธะ อิสระ แจ้งความเอาผิด นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตรแสงกนกกุล และน.ส.พรรณิการ์ วานิช กลุ่มคณะก้าวหน้า โดยผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 รายจะเดินทางไปพบพนักงานสอบสวนสน.พญาไท ตามหมายเรียกคดีดังกล่าวในช่วงเช้าและช่วงบ่ายวันนี้ หากการดำเนินการมีความคืบหน้าอย่างไรนั้น ทางบช.น. จะแจ้งให้ทราบต่อไป





