บมจ.ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) หรือ STGT นับเป็นหุ้นตัวแรกที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย หลังจาก “ภาครัฐ” เริ่มคลายล็อกดาวน์จากสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยที่ทยอยดีขึ้นต่อเนื่อง
โดยวันแรกที่ STGT เข้าซื้อขายในตลาดหุ้นไทย คือ 2ก.ค.2563 ซึ่งราคาหุ้นในวันดังกล่าวปิดตลาดที่ 60.50 บาท เพิ่มขึ้น 77.94% เมื่อเทียบกับราคาที่เสนอขายให้ประชาชนทั่วไปครั้งแรก(ไอพีโอ)ที่ 34 บาท
หลังจากนั้นราคา STGT ยังคงปรับขึ้นต่อเนื่องจนปลุกกระแสให้ “หุ้นไอพีโอ” ตัวอื่นๆ ได้รับความนิยมตามไปด้วย โดยหุ้น STGT ขึ้นมาทำจุดสูงสุดที่ระดับ 90 บาท เมื่อวันที่ 11 ส.ค.2563 ..แม้ช่วงนี้ STGT จะถูกเทขายทำกำไรออกมาบ้าง สะท้อนผ่านราคาหุ้นล่าสุดวานนี้ลงมาลึกถึง 65.50 บาท จากข่าวการจดทะเบียนวัคซีนโควิดของทางรัสเซีย แต่ผู้บริหารบริษัทยังคงมั่นใจในความแข็งแกร่ง สะท้อนผ่านคำสั่งซื้อที่ล้นยาวถึงปี 2564
“จังหวะที่เราเอา STGT เข้าตลาดหุ้น เป็นจังหวะเดียวกับความต้องการถุงมือยางในตลาดโลกพุ่งกระฉูด” วิทย์นาถ สินเจริญกุล กรรมการ ศรีตรังโกลฟส์ ระบุว่า โควิด-19ถือว่าเป็นโรคระบาดครั้งใหญ่ที่สุด หากไม่นับโรคเอดส์พอเกิดช่วงเทศกาลตรุษจีนยิ่งรุนแรง ความต้องการและราคาจึงพุ่งกระฉูด ประกอบกับกองทุนทั่วโลกแห่ลงทุนในหุ้นถุงมือยางตั้งแต่เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ถึงขณะนี้ความต้องการสูงกว่ากำลังการผลิต โดย STGT มีออเดอร์ไปจนถึงเดือน ส.ค.ปี 2564
“หุ้นเราได้รับความสนใจล้นทะลักตั้งแต่ยังไม่เทรด แต่เราได้ออกอีสปให้พนักงานด้วย ตอนนี้มีทั้งพนักงานที่ขายหุ้นไปแล้วและบางส่วนก็ยังถืออยู่ เป็นการสร้างแรงจูงใจในการทำงานอย่างมีความสุข ก่อให้เกิดความผูกพันกับองค์กรในระยะยาว” วิทย์นาถในวัย 27 ปี ลูกชายคนเล็กของตระกูลสินเจริญกุล เจ้าของศรีตรังกรุ๊ป ฉายภาพบริหารองค์กรที่ใส่ใจพนักงาน
สำหรับแนวโน้มราคาหุ้น STGT บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)เคทีบี (ประเทศไทย) วิเคราะห์มีโอกาสปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี2563และ2564 และราคาเป้าหมายอยู่ที่ 100 บาท จากเป้าหมายเดิมที่ 85 บาท ส่วนกำไรปีนี้ บล.เคทีบีคาดอยู่ที่ 4,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 565% จากปี 2562 เพราะเชื่อว่ากำไรในช่วงครึ่งปีหลัง 2563 จะเติบโต เนื่องจาก ราคาขายถุงมือยางในไตรมาส3 ปีนี้ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 40%
ปัจจุบัน STGT มีรายได้จากยาง 80% แต่โครงสร้างกำไรจากถุงมือ 50% คาดว่าสิ้นปีนี้โครงสร้างกำไรจะเปลี่ยนเป็นถุงมือยาง 60-70%
วิทย์นาถ เปิดเผยว่า ลูกค้าบริษัทมีอยู่ทั่วโลก 3 กลุ่มหลัก 1.กลุ่มโรงพยาบาล 2.กลุ่มรีเทล 3.โรงงาน STGT ผลิตเพื่อส่งออก 80% ตลาดใหญ่ ได้แก่ อเมริกา ยุโรป บราซิล ญี่ปุ่น แอฟริกา ด้วยความที่ตลาดกระจายอยู่ทั่วโลก บริษัทจึงได้เปิดสาขาทั้งสหรัฐ จีน เวียดนาม มีพนักงานประจำสาขาละหลายสิบคน กลยุทธ์การขายจะเปิดบูธตามงานแสดงสินค้าระดับโลก คอยดูลูกค้าที่มาในงานว่าบริษัทไหนมีศักยภาพ หลังจากนั้นจะใช้วิธีเคาะประตูออฟฟิศ ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
ส่วนสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐมีผลกระทบกับ STGT ในเชิงบวก เนื่องจากตอนนี้จีนผลิตถุงมือจากยางสังเคราะห์ แต่ STGT ผลิตจากยางธรรมชาติ ที่สำคัญจากเดิมจีนส่งไปอเมริกา แต่วันนี้สหรัฐและยุโรปไม่ซื้อสินค้าจากจีน
"ตอนนี้เวลาสหรัฐหรือยุโรปสั่งของจากเรา จะมีหมายเหตุเพิ่มมาด้วยว่า ไม่เอาสินค้าจากจีน”
วิทย์นาถ ชี้ว่า หัวใจของถุงมือยาง คือวัตถุดิบกับเทคโนโลยี STGT พร้อมทั้ง 2 อย่าง มีเครื่องจักรที่มีกำลังผลิตต่อชิ้นต่อนาทีมากสุดในโลก ผลิตได้ 900 ชิ้นต่อนาที ตั้งเป้าให้ได้มากกว่า 1,000 ชิ้นต่อนาที จากสมัย 10 ปีก่อน 200 ชิ้นต่อนาที
“นอกจากนี้ใช้คนน้อยลง ในกระบวนการผลิตใช้แค่ 1 คนต่อ 2 ไลน์ผลิต เรายังเป็นบริษัทที่ครบวงจรตั้งแต่ชิ้นส่วนอะไหล่เครื่องจักร มีแค่บางชิ้นส่วนที่อิมพอร์ต จึงได้เปรียบคู่แข่ง ยังที่มีสตาร์ไลท์เป็นบริษัทโลจิสติกส์ของเราเอง”
วิทย์นาถให้มุมมองว่า วันนี้ไม่มีที่ว่างให้คู่แข่งขันรายใหม่ เนื่องจากวัตถุดิบถูกจองหมดแล้วทั้ง 8 ผู้ผลิตทั่วโลก มีในเมืองไทย 1 ราย ที่ STGT ซื้อวัตถุดิบคือ บีเอสที ที่เอสซีจีถือหุ้นใหญ่ หากรัฐบาลโดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จะเข้ามาแข่งผลิตจึงยาก ส่วนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้สอบถามราคาเรายืนยันว่า จะไม่ฉวยโอกาส แม้ราคาตลาดโลกสูงขึ้น แต่ STGT จะไม่ขึ้นราคา









