‘ทีคิวเอ็ม’เพิ่มเป้ายอดขาย รับประกันโควิด‘ล้านราย’

‘ทีคิวเอ็ม’เพิ่มเป้ายอดขาย รับประกันโควิด‘ล้านราย’

“ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น” จ่อทบทวนเป้าหมายยอดขายใหม่ จากเดิมตั้งเป้าโต 15-16% จากปีก่อน รับยอดประกันโควิดพุ่งทะลุ 1 ล้านราย หนุนแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาสแรกปีนี้สดใส ยันยังไม่มีแผนขายบิ๊กล็อต-ซื้อหุ้นเพิ่ม

นางนภัสนันท์ พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TQM เปิดเผยว่า ในช่วงกลางปีนี้บริษัทเตรียมทบทวนเป้าหมายอดขายปีนี้ใหม่ จากเดิมตั้งเป้าเติบโตราว 15-16% จากปีก่อนหรือมูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าปี 2562 ที่มียอดขายราว 12,000 ล้านบาท หลังจากในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ยอดขายผลิตภัณฑ์ประกันเติบโตได้ดีกว่าที่คาดไว้ พร้อมวางเป้าธุรกิจในอีก 5 ปีข้างหน้าหรือภายในปี 2569 ยอดขายทะลุ 50,000 ล้านบาท

สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี2563 คาดว่าจะออกมาดีกว่าที่คาดไว้ เมื่อเทียบไตรมาส 4 ปี2562 และไตรมาส 1 ปี2562 เนื่องจากช่วงที่ผ่านมายอดขายประกันของบริษัทเติบโตมากกว่าที่คาดไว้มาก โดยเฉพาะยอดขายประกันภัยไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ประเภทเจอ จ่าย จบ ที่บริษัท กรุงเทพประกันภัยเป็นผู้รับประกัน จากเดิมคาดยอดขาย 3 แสนราย แต่ปรากฏว่าปัจจุบันเมื่อรวมกับ บริษัท วิริยะประกันภัย และบริษัท สินทรัพย์ประกันภัย กลับมียอดขายทะลุ 1 ล้านรายแล้ว ถือว่าเร็วกว่าเป้าหมายที่คาดไว้ว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี

“ปัจจุบันประกันภัยโควิดยังขายได้ต่อเนื่อง เพราะความต้องการยังมีอยู่ เพียงแต่ต้องจำกัดการซื้อ 1 คน ต่อ 1 กรมธรรม์ เพื่อลดความเสี่ยง โดยจุดประสงค์คนที่ต้องทำประกัน ก็ต้องการแบ่งเบาความเสี่ยง ที่สำคัญความคุ้มครองไม่ได้สูง อยู่ที่ 5 หมื่นบาท เพราะฉะนั้นการที่คนจะยอมเสี่ยงถึงชีวิตเพื่อให้ติดนั้นเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น”

นางนภัสนันท์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้บริษัทยังไม่มีนโยบายขายหุ้นบิ๊กล็อตให้นักลงทุนรายใดและผู้บริหารยังไม่มีแผนซื้อหุ้นเพิ่มเติม หลังจากก่อนหน้านี้มีกรรมการบริหาร 3 ท่าน เข้าซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในธุรกิจและสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนจำนวน 400,000 หุ้น

“ราคาหุ้นเราเริ่มมาจากราคา 23 บาท จนราคาขึ้นมาถึงประมาณ 90-100 บาทเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งถือได้ว่าน่าจะเป็นบริษัทแรกๆที่มีการเติบโตมากที่สุด พอมาปีนี้ด้วยสภาวะตลาดหุ้นและภาวะเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลง จึงอยากให้นักลงทุนเชื่อมั่นว่าบริษัทยังมีศักยภาพในการเติบโต และมีการปรับตัวเพื่อหาช่องทางและการบริการให้มีความหลากหลาย รวมถึงตรงใจผู้บริโภคให้มากที่สุด”