BAM

BAM

ได้อานิสงส์จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง

Event

มุมมองคร่าว ๆ จากการไป company visit

lmpact

ได้อานิสงส์จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง

BAM เป็นประกอบการรายใหญ่ที่สุดในธุรกิจการซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (distressed assets) โดยมีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 47% และมีพอร์ตสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 1.08 แสนล้านบาท (NPLs 8.5 หมื่นล้านบาท และ NPA 2.3 หมื่นล้านบาท) ทั้งนี้โครงสร้างธุรกิจและแนวโน้มของบริษัทจะสวนทางกับวัฏ
จักรเศรษฐกิจ ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวลงก็จะส่งผลดีกับบริษัทเพราะทำให้สามารถซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPLs และ NPA) จากธนาคารต่าง ๆ ได้ในราคาที่ถูกลง ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง (ต้นทุนทางการเงินปัจจุบันอยู่ที่ 2.7%)

ซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาในราคาส่วนลด 60% ของมูลค่าหลักประกัน

ในช่วงปี 2559/60/61 บริษัทซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเข้ามาในพอร์ต 1.3 หมื่นล้านบาท/1.1 หมื่นล้านบาท/1.2 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจำนวนที่ซื้อจะเพิ่มขึ้นในปี 2562 เป็นประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาทโดยราคาซื้อเฉลี่ยในอดีตจะอยู่ที่ประมาณ 60% ของมูลค่าหลักประกัน ทั้งนี้ หลังจากขายหุ้น IPO แล้ว
บริษัทได้เม็ดเงินใหม่มา 5.0 พันล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วน D/E ลดลงเหลือ 1.6 เท่า (D/E สูงสุดที่เจ้าหนี้กำหนดที่ 2.5x) ซึ่งเมื่อรวมกับกระแสเงินสดภายในจากการขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท/ปี ก็จะทำให้บริษัทมีกำลังที่จะซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเพิ่มได้อีกถึงปีละประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท/ปี ภายใต้สมมติฐาน D/E ที่ 2.0 เท่า

ยังมีรายได้ก้อนโตที่ยังไม่รับรู้

BAM มีรายได้ที่ยังไม่ได้รับรู้อีกประมาณ 9 พันล้านบาท (เงินได้ที่ยังไม่ได้รับจากการประมูลสินทรัพย์ด้อยคุณภาพโดยกรมบังคับคดี) ซึ่งส่วนหนึ่งจะรับรู้เป็นรายได้ในปี 2564-2565 ซึ่งเป็นเงินที่เหลือหลังจากกรมบังคับคดีจ่ายคืนแล้ว 5 พันล้านบาทใน 9M62 ทั้งนี้บริษัทจะได้เงินจากการขายที่ดินแปลงใหญ่ให้กับ  Central Group มูลค่าประมาณ 1.5 พันล้านบาท ซึ่งรายได้ส่วนนี้จะถูกบันทึกเข้ามางบการเงิน 4Q62 ซึ่งจะทำให้รายได้และกำไรสุทธิพุ่งสูงขึ้นมากใน 4Q62 ทั้งนี้ เมื่อรวมกับรายได้แบบ recurring ที่สม่ำเสมอ ทำให้เราคาดว่ากำไรสุทธิของ BAM ใน 4Q62 จะอยู่ที่ประมาณ 1.3-1.5 พันล้านบาท และกำไรสุทธิปี 2562 จะอยู่ที่ประมาณ 6.2-6.4 พันล้านบาท คิดเป็น EPS ที่ 1.9-2.0 บาท

Valuation & Action

สิทธิพิเศษที่ได้รับยกเว้นภาษีในฐานะที่เป็นรัฐวิสาหกิจจะสิ้นสุดลงในปี 2562 หลังจากที่ FIDF ลดสัดส่วนการถือหุ้นใน SAM เหลือ 45% ดังนั้น บริษัทจึงต้องจ่ายภาษีเงินได้ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป ซึ่งจะกดดันแนวโน้มกำไรของบริษัทในปี 2563 แต่อย่างไรก็ตาม เราคิดว่ารายได้ดอกเบี้ยจากการหนี้ปรับโครงสร้าง และรายได้ยังไม่รับรู้จากกรมบังคับคดีจะมีจำนวนมากพอที่ทำให้กำไรปี 2563 ไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้จากสถิติในอดีตของบริษัทที่จ่ายปันผลในอัตรา >70% ทำให้เราคาดว่าอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลน่าจะอยู่ที่อย่างน้อย 4% (ภายใต้สมมติฐานว่าจ่ายเงินปันผลขั้นต่ำที่ 40%)