วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘ต้องเห็นผลเร็ว’ กรอบอนุมัติงบวิจัยภายใต้ซูเปอร์บอร์ดวิจัย

เลขาธิการ วช.ฉายภาพ “งบวิจัย” ภายใต้โครงสร้างปฏิรูประบบวิจัยใหม่ในมือ  สวนช. โดยปรับสู่ยุทธศาสตร์การวิจัยมุ่งเป้า ที่ใช้งานได้จริง ประชาชนได้รับผลประโยชน์ หวังตอบโจทย์ประชาชนในพื้นที่ เห็นผลเร็ว คาดอีก 1-2 ปี งบวิจัยเพิ่ม 1% ของจีดีพี

 ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล  เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และเลขานุการร่วมสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวนช.) กล่าวว่า แนวทางการปฏิรูปงานวิจัยและนวัตกรรมตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายให้การวิจัยเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0  โดยการตั้งสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวนช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และเป็นซูเปอร์บอร์ด มีหน้าที่กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยและกำหนดกรอบนโยบายการวิจัยของประเทศ  ซึ่งกำลังจะเสนอเข้า ครม.ในเดือน ก.ย.-ต.ค. นี้  มุ่งปรับนโยบายให้มุ่งสู่งานวิจัยมุ่งเป้าที่ใช้งานได้จริง ประชาชนได้รับผลประโยชน์จากการวิจัย และเพิ่มมิติของการวิจัยในเชิงพื้นที่ จากที่ผ่านมาการวิจัยของประเทศจะมุ่งเน้นที่การพัฒนาทางวิชาการ เป็นหลัก โดยจะปรับสัดส่วนงบวิจัยที่มุ่งใช้งานได้จริง 60 % ที่เหลือ 40%  แบ่งเป็น 2 ส่วนสำหรับการวิจัยเพื่อองค์ความรู้ และโครงสร้างพื้นฐาน/บุคลากร


ทั้งนี้ยังมีกลไกเพิ่มเติมเพื่อรองรับยุทธศาสตร์วิจัยดังกล่าวนั่นก็คือ โครงการสเปียร์เฮด  ซึ่งเป็นโครงการวิจัยขนาดใหญ่ มีภาคเอกชนเข้ามาร่วมด้วย มุ่งผลสัมฤทธิ์เร็ว 2-3 ปี และจะทำให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง ในปีงบประมาณ2562 ได้รับการจัดสรรประมาณ 2,000 ล้านบาทกับ10 โครงการ ที่ถูกกำหนดจากนโยบาย เช่น ประเทศต้องการพัฒนาอาหารเพื่อสุขภาพ หรือ โครงการที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในระบบสุขภาพ ของประเทศ ซึ่งมีแนวคิดจะ ทำให้กระบวนการดูแลรักษาสุขภาพของประเทศมีความยั่งยืน  ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องมือแพทย์ทดแทนการนำเข้า รวมทั้ง ยา วัคซีน ตลอดจนเครื่องจักรกลทางการเกษตรเพื่อสนับสนุนสมาร์ทฟาร์ม   สเปียร์เฮดเป็นหนึ่งในโครงการวิจัยมุ่งเป้าที่ใช้งบประมาณวิจัยครึ่งหนึ่งจาก  60 % ของงบการวิจัยที่มุ่งใช้งานได้จริง หรือ1 ใน 5 ของงบวิจัยประเทศ ตามยุทธศาสตร์การวิจัยในปีงบประมาณ ที่จะเห็นภาพได้ในเร็วๆ นี้ จากผลงานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้ ผลงานวิจัยที่กินได้ และผลงานวิจัยที่ขายได้จริง  ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ  ซึ่งเป็นการก้าวข้ามปัญหาวิจัยขึ้นหิ้ง หลังจากที่ได้มีการปลดล็อกข้อจำกัดต่างๆ อาทิ การปรับสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้เกิดแรงกระตุ้นในการพัฒนางานวิจัยเพิ่มขึ้น การทำให้ระบบวิจัยมีมาตรฐาน  มีทุนสนับสนุนงานวิจัยต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์รวมทั้งมาตรการสนับสนุนให้นักวิจัยไปปฏิบัติงานในภาคการผลิต ภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น  


สภานโยบายวิจัยฯ จะเป็นองค์กรหลักในการปฏิรูประบบวิจัยประเทศ  ซึ่งมีการจัดทำร่าง พ.ร.บ.การวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ และได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นแล้ว  ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในการส่งร่างนี้ไปประกอบการพิจารณากับ ร่างกฏหมายอื่นๆ รวมถึง พ.ร.บ.การอุดมศึกษาที่เกี่ยวข้องด้วย โดยจะทำหน้าที่ในการกำกับและปฏิรูประบบวิจัยทั้งหมด  “พ.ร.บ.การวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาตินี้ ได้กำหนดให้ สำนักงาน สวนช. ขึ้นกับนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่นอกกระทรวงทบวงกรมต่างๆ เพื่อจะมีหน้าที่ในการบูรณาการงานที่อยู่ในกระทรวงทบวงกรมในลักษะเดียวกันกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ฉะนั้น สวนช. จึงเปรียบเสมือนสภาพัฒน์ด้านการวิจัย”


สำหรับงบประมาณการวิจัยของประเทศ ที่มาจากงบประมาณแผ่นดินในปี 2559-2560  มูลค่า 17,000 ล้านบาทเพื่อการวิจัย อีก 5,000-6,000 ล้านบาท เป็นงบโครงพื้นฐาน เช่น  ค่าเครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ  ศูนย์วิจัย เงินเดือนนักวิจัยในกระทรวง ส่วนที่เหลือ 5,000-6,000 ล้านบาท  มาจากรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานต่างๆ  เช่น กองทุนพลังงาน  การไฟฟ้า