"ดีเอสไอ" แฉโพยลวงโลก ร่วมทุนเจ้ารัฐมอญ เสียหายกว่า 300 ล้าน หลอกลงเงินหลักแสนรับ100ล้าน ตั้งมูลนิธิหลอกขายชั้นยศตำรวจ ทำผิดเป็นทีม มีอดีตตำรวจ-นักข่าวร่วมก๊วน
ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อเวลา 11.00 น. - นายชาณนท์ (สงวนนามสกุล) เจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้าง พร้อมด้วยผู้เสียหายอีกหลายราย เดินทางเข้าพบ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีดีเอสไอ เพื่อให้ปากคำกรณีถูกกลุ่มบริษัทแห่งหนึ่งและพวกหลอกลวงให้ร่วมลงทุนธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้าน มูลค่าความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท
พ.ต.ต.สุริยา กล่าวว่า คดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน โดยศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลของดีเอสไอ พบกลุ่มบุคคลอ้างเป็นด๊อกเตอร์ บริษัทฯ โดยนางสุภัตทา เป็นประธานกรรมการบริษัท ร่วมกับนายกอว มิน ยู หรือเจ้าเทพโยธิน มหาทุน สัญชาติพม่า ซึ่งแอบอ้างเป็นเจ้าแห่งรัฐมอญ ประเทศพม่า สร้างเรื่องหลอกนักธุรกิจไทยให้ร่วมลงทุนที่รัฐมอญ ในประเทศพม่า โดยพฤติกรรมกลุ่มผู้ต้องหาจะแบ่งหน้าที่กันทำ มีบริษัทได้สร้างภาพให้ผู้ร่วมลงทุนหลงเชื่อว่ามีเจ้าเทพโยธิน มหาทุน รัชทายาทรัฐมอญ ให้สัมปทานก่อสร้างเมกะโปรเจค 78 โครงการ อาทิ ศูนย์ราชการ สนามบิน ทำให้มีบริษัทในไทยกว่า 100 แห่ง เข้าร่วมลงทุน
จากนั้นจะถูกชักชวนให้ร่วมเป็นสมาชิกมูลนิธิอาสาบรรเทาภัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยสมาชิกสามารถบริจาคเพื่อซื้อชั้นยศ พล.ต.ต. บริจาค 50,000 บาท พล.ต.ท. บริจาค 80,000 บาท โดยผู้บริจาคจะได้รับเครื่องแบบคล้ายพนักงานรัฐ 2 ชุด พร้อมตราสัญญาลักษณ์และชั้นยศ ใช้สำหรับใส่ไปร่วมงานการกุศลต่างๆ รวมถึงแต่งไปร่วมพบกษัตริย์ของรัฐมอญในประเทศพม่า ที่ผ่านมาจึงพบเห็นคนแต่งกายคล้ายข้าราชการแต่ติดเครื่องหมายผิดเพี้ยนไปถูกนำมาเผยแพร่ในโซเซียลมีเดีย
พ.ต.ต.สุริยา กล่าวอีกว่า การตรวจสอบยังพบสื่อมวลชนกลุ่มหนึ่ง ที่ได้รับว่าจ้างเป็นรายเดือนให้มาทำข่าว รวมถึงการเชิญข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ระดับจังหวัดไปร่วมงานเปิดตัวโครงการและงานการกุศลต่างๆ จึงทำให้ประชาชนหลงเชื่อนำเงินไปร่วมลงทุน ในการเข้าตรวจค้นพบหลักฐานเอกสารที่นางสุภัตทาปลอมขึ้นมา จึงชี้ชัดว่าเรื่องราวทุกอย่างเป็นเรื่องโกหก รวมถึงข้อมูลที่ระบุว่าบริษัทมีทุนจดทะเบียน 500,000 ล้านบาท เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทใหญ่ในไทยยังไม่มีทุนจดทะเบียนสูงเท่ากับบริษัทฮัจยี
จากหลักฐานดังกล่าว สามารถออกหมายจับผู้ต้องหา 3 คน จับกุมแล้ว 2 ราย ขาดเพียงนายเทพโยธินที่หลบหนีอยู่ในประเทศพม่า ขณะนี้ได้ประสานตำรวจสากลและฝ่ายความมั่นคงให้ติดตามหาตัว คาดว่าจะจับกุมตัวได้เร็วๆนี้ และจะขยายผลออกหมายจับบุคคลในภาครัฐที่ร่วมขบวนการ โดยคนกลุ่มนี้ถือเป็นตัวการสำคัญ รวมถึงสื่อมวลชนที่เป็นตัวการหลักในการนำเสนอข่าวสารให้ด้วย
“พฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษแล้ว และได้ขยายผลไปถึงความผิดอื่นๆ เช่น ฉ้อโกงประชาชน และฟอกเงิน ซึ่งได้ประสานให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินแล้ว และขอฝากไปถึงนายเทพโยธิน ซึ่งสับสนในตัวเองบางครั้งก็อ้างตัวเป็นรัชทายาท บางครั้งโกหกมากๆก็ลืมอ้างตัวเป็นกษัตริย์รัฐมอญ และขู่จะฟ้องกลับดีเอสไอ ให้ออกมามอบตัวเพราะตอนนี้มีหมายจับแล้ว ถ้ามั่นใจว่าเป็นเจ้าจริงขอให้ปรากฏตัว เพราะคนเชื้อสายมอญก็อยากพบตัวนายเทพโยธินมาก ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาได้พยายามติดต่อขอพบนายเทพโยธินแต่ถูกบ่ายเบี่ยงทุกครั้ง” รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าว
รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวต่อว่า สำหรับเลขามูลนิธิอาสาบรรเทาภัยฯ ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการตำรวจเกษียณ ได้ติดต่อขอเข้าให้ปากคำในวันนี้ เบื้องต้นก็อ้างว่าถูกบริษัทฮัจยีหลอกเช่นกัน จากการตรวจสอบพบว่าเป็นการแอบอ้างใช้ชื่อ สตช. จึงได้สั่งให้ปลดป้ายสาขาทั่วประเทศออกทั้งหมด และดำเนินคดีปลอมแปลงเอกสาร เพราะสตช.ไม่เคยอนุญาตให้นำชื่อ สตช. ไปจดทะเบียนตั้งมูลนิธิ
นายชาณนท์ ผู้เสียหาย กล่าวว่า ตนและผู้ประกอบการหลายรายเข้าร่วมลงทุนกับบริษัทฮัจยี โดยเพื่อนที่ร่วมลงทุนได้ชักชวนให้สมัครเป็นสมาชิกมูลนิธิอาสาบรรเทาภัยด้วย แต่ไม่เคยได้ลงมือก่อสร้างโครงการจริง ที่ผ่านมาตนได้เขียนแบบโครงการทั้ง 78 โครงการ โดยมีสัญญาว่าจ้าง 20 ล้านบาท แต่ยังไม่เคยได้รับค่าจ้าง ยอมรับว่าหลงเชื่อร่วมทุนเพราะฟังการโฆษณาชวนเชื่อว่าลงทุน 1 สัมปทาน วงเงิน 100,000 - 200,000 บาท จะได้รับผลประโยชน์กลับมา 200-300 ล้านบาท จึงขอเตือนผู้ที่กำลังตัดสินใจจะร่วมลงทุนไม่ให้หลงเชื่อ ทุกอย่างเป็นเรื่องหลอกลวง ส่วนผู้ที่ยังร่วมทุนอยู่ขอให้รีบเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษ ก่อนที่สถานะผู้ร่วมทุนจะกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด




