มติเครือข่ายยางเตรียมเข้าพบรมต.คมนาคม-มหาดไทย ผลักดันให้หน่วยงานในสังกัดใช้ยางทำถนน กระตุ้นการใช้ยางในประเทศ แก้ปัญหาราคายางตกต่ำ
เมื่อวันที่ 28 ก.ย.60 ที่โรงแรมธรรมรินทร์ธนา จ.ตรัง นายธีระชัย แสนแก้ว ประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เพื่อระดมความเห็นปัญหาของเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ติดตามการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำอย่างเป็นระบบของรัฐบาล และ กยท. โดยมีกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (บอร์ด กยท.) เข้าร่วมรับฟังด้วย
โดยมีวาระสำคัญๆ เช่น การลงพื้นที่ติดตามการใช้ยางพาราเป็นส่วนผสมในการทำถนนขององค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง ที่เป็นต้นแบบในการนำยางพารามาใช้ทำถนนมาตั้งแต่ปี 2558 - 2560 รวมทั้งสิ้นกว่า 120 สายทาง งบประมาณเกือบ 400 ล้านบาท และสามารถใช้ยางพาราได้มากกว่า 200,000 กิโลกรัม และยังจะพัฒนารูปแบบการทำถนนที่มีคุณภาพและสามารถใช้ยางพาราให้ได้เพิ่มมากขึ้น เพื่อส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศ ช่วยเหลือชาวสวนยางพารา, การพิจารณาปัญหาการกู้เงินจากกองทุนพัฒนายางพารา ตาม พ.ร.บ.การยาง พ.ศ.2558 ตามมาตรา 49 ( 3,5,6) เพื่อเป็นสวัสดิการแก่ชาวสวนยาง และส่งเสริมสนับสนุนพัฒนาสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางให้มีความเข้มแข็ง ที่ปัจจุบันเงินกองทุนดังกล่าวโดยรวมมีไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท เช่น เงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบกิจการยาง ตามมาตรา 49(3) ในปีนี้ 2560 แต่มีการขอกู้เงินน้อยมาก เพียง 45 ราย เป็นเงินประมาณ 90 ล้านบาทเท่านั้น แบ่งเป็น เกษตรกรขอกู้เพียง 14 ราย วงเงิน 310,000 บาท ,สถาบันเกษตรกรขอกู้ 16 ราย วงเงิน 37,940,000 บาท , ผู้ประกอบการกิจการยาง ขอกู้เพียง 1 ราย วงเงิน 50,000,000 บาท ส่วนเงินอุดหนุน อุดหนุนให้แก่เกษตรกรได้เพียง 2 ราย เป็นเงิน 150,000 บาท และสถาบันเกษตรกร เพียง 12 ราย เป็นเงิน 1,282,000 บาทเท่านั้น เนื่องจากมีความยุ่งยากในระเบียบขั้นตอน และวิธีการปฏิบัติ
รวมทั้งพิจารณาติดตามการแก้ปัญหายางพาราตกต่ำอย่างเป็นระบบของรัฐบาล โดยเฉพาะการเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนและการส่งเสริมให้กระทรวง ทบวง กรม ต่างๆใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐอย่างจริงจังแม้ ครม.จะมีมติอนุมัติงบประมาณ 16,000 ล้านบาท สำหรับการนำยางมาใช้ภายในประเทศแล้ว แต่ยังไม่ทราบว่าไปอยู่ในหน่วยงานใดบ้าง
ด้านนายธีรพงศ์ ตันติเพชรราภรณ์ กรรมการการยางแห่งประเทศไทย ( 1 ในบอร์ดการยาง) กล่าวว่า เงินกองทุนพัฒนายางของ กยท. ในแต่ละปีมีไม่ต่ำกว่า 2,000 – 3,000 ล้านบาท ซึ่งเงินดังกล่าวทาง กยท.ไม่สามารถจะเอาไปใช้เองได้ แต่เป็นเงินของเกษตรกรที่จะต้องคงไว้เพื่อสนับสนุนและรักษาเสถียรภาพของยางและเพิ่มมูลค่าให้กับยาง ซึ่งในปี 2560 มีเกษตรกร สถาบันเกษตรกรขอกู้เงินน้อยมาก เนื่องจากมีความยุ่งยาก สาเหตุที่ยุ่งยากในการให้กู้ เพราะเงินจำนวนมาก จึงต้องร่างระเบียบในการใช้เงินให้ต้องรอบคอบแต่ทาง กยท.รับทราบปัญหาแล้ว ก็จะนำไปแก้ไข เชื่อว่าในปี 2561 – 2562 จะมีการกู้เงินจากกองทุนพัฒนายางไปต่อยอดเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งจะช่วยเกษตรกรในการติดตามการอนุมัติงบประมาณในการแก้ปัญหาราคายางพาราตั้งระบบต่อไปด้วย
นอกจากนั้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือชาวสวนยางได้โดยตรง ทางกรรมการบริหาร กยท. ก็ได้อนุมัติงบประมาณสำหรับการศึกษาวิจัยต่อยอดจากการทำวิจัยเดิม ร่วมกับกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท เป็นการทำถนนพารารับเบอร์โพลีเมอร์ซอยซีเมนต์ เพิ่มส่วนผสมของยางพาราให้ได้เพิ่มขึ้นจาก 5%เป็น 8 – 10%เพื่อให้หน่วยงานต่างๆได้เอาผลงานวิจัยไปทำจริง โดยการยางจะผลักดันและสนับสนุนโครงการตลอดไป ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับเกษตรกรชาวสวนยาง เป็นอย่างมาก
ส่วนทางนายธีระชัย แสนแก้ว ประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มติสำคัญของการประชุมในครั้งนี้ คือ การยืนยันเรื่องการจะเสนอรัฐบาลให้นำน้ำยางมาทำถนน เพราะเป็นการใช้ยางโดยตรง หลังจากนี้จะสรุปมติและข้อมูลที่รวมรวมได้จาก อบจ.ตรัง ไปนำเสนอต่อกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบในการทำถนน ในวันที่ 10 ตุลาคมนี้ แม้รัฐบาลจะอนุมัติงบประมาณมาแล้วจำนวน 16,000 ล้านบาท ในการส่งเสริมให้มีการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ แต่ทางเครือข่ายไม่ทราบว่าเม็ดเงินจำนวนดังกล่าวไปตกกับหน่วยงานใดบ้าง และจะให้กระทรวงคมนาคมเดินหน้าจัดสรรคงประมาณสำหรับการทำถนนจากยางพาราต่อไป รวมทั้งกระทรวงมหาดไทย เพื่อผลักดันให้กระทรวงมหาดไทยส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำถนนจากยางพารา ตามแบบอย่างที่ อบจ.ตรัง ทำจนประสบความสำเร็จ ส่วนประเด็นปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ของ พ.ร.บ.การยาง ก็จะต้องเร่งรัดให้มีการแก้ไขปัญหาให้สามารถเข้าถึงให้มากขึ้น รวมทั้งจะผลักดันให้มีการทำประกันอุบัติเหตุให้แก่ชาวสวนยางพาราด้วย




