วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ลงพื้นที่ตรวจดีเอ็นเอ 'จระเข้เลพัง' คาดรู้ผลใน 1-2 สัปดาห์

จนท.-นักวิชาการ ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ "จระเข้เลพัง" คาดรู้ผลใน 1-2 สัปดาห์

เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ (8 ก.ย.60) ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต5 (ภูเก็ต) ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช พร้อมด้วย ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดี คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เจ้าหน้าที่จากกรมประมง เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยเกษตร เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยมหิดล และผู้เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เพื่อติดตามการดูแลจระเข้น้ำเค็ม หรือน้องเลพัง ซึ่งจังหวัดภูเก็ต โดยสำนักงานประมงจังหวัดภูเก็ต ได้จับตัวมาจากขุมน้ำสาธารณะใกล้หาดเลพัง ต.เชิงทะเล อ.ถลาง หลังมีผู้พบเห็นจระเข้ลอยคออยู่ในทะเล และมาหลบซ่อนตัวอยู่ในขุมน้ำสาธารณะดังกล่าว และมาดูแลไว้ที่บ่อพักของศูนย์วิจัยและเพาะเลี้ยงฯ โดยมีนายไพบูลย์ บุญลิปตานนท์ ประมงจังหวัดภูเก็ต นายไพศาล สุขปุณพันธ์ หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการด้านการประมงฯ นายนิคม สุขสวัสดิ์ นายท้ายเรือ ส.2 ศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงน้ำจืดภาคใต้ สุราษฎร์ธานี (ชุดไกรทองลุ่มน้ำตาปี) นายมนตรี สุมณฑา นักวิชาการประมงชำนาญการ สถานีวิจัยฯ เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและเพาะเลี้ยงฯ ให้ข้อมูลรายละเอียดตั้งแต่การพบเห็นจระเข้ดังกล่าว จนกระทั่งนำมาสู่การจับตัวมาพักไว้ที่บ่อศูนย์วิจัยและเพาะเลี้ยงฯ ดังกล่าว

หลังจากรับฟังข้อมูลเบื้องต้น ทางชุดไกรทองลุ่มน้ำตาปี นำโดยนายนิคม สุขสวัสดิ์ และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาฯ ทำการจับจระเข้มัดปากและปิดตา เพื่อให้ทีมสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และศูนย์เฝ้าระวังและติดตามโรคจากสัตว์ป่าต่างถิ่น และสัตว์อพยพ ฯ ทำการตรวจร่างกายทั่วไป เก็บข้อมูลทางชีวภาพ ตรวจหาตำหนิ เก็บตัวอย่างเลือด ดีเอ็นเอ เซลล์เยื่อบุ และอุจจาระ เพื่อนำไปตรวจในห้องปฎิบัติการ เพื่อตรวจพิสูจน์สายพันธุ์ ตรวจสุขภาพ ตรวจปรสิต ตรวจโรคติดเชื้อ และเก็บเข้า DNA Bank ซึ่งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวภายหลังการรับฟังบรรยายสรุป และการปฎิบัติงานของทีมสัตวแพทย์ว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นความร่วมมือของกรมอุทยานฯ กรมประมงมหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการร่วมกันรวจสุขภาพจระเข้เลพัง รวมถึงทำการประเมินสาพันธุ์ว่าเป็นสายพันธุ์น้ำเค็มพันธุ์แท้หรือสายพันธุ์ผสม (ไฮบริด) ตลอดจนการให้ข้อเสนอแนะในการดูแลเจ้าเลพังให้อยู่ในบ่อพักได้อย่างมีสวัสดิภาพและมีสุขภาพที่ดี

“จากการตรวจเบื้องต้น พบว่าเลพัง เป็นเพศผู้ มีความยาว 280 เซนติเมตร และมีสุขภาพที่ดี ตรวจสอบไม่พบชิปติดตัว ทางสัตวแพทย์ฯ จึงได้ทำการฝังชิปไว้ ส่วนการตรวจเลือดและดีเอ็นเอนั้นจะต้องรอผลจากห้องปฎิบัติการ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์”

ดร.ปิ่นสักส์ กล่าวถึงแนวทางหลังจากนี้ว่า จากการหารือของทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นในการดูแลนั้นจะต้องให้จระเข้อยู่ในบรรยากาศที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดความเครียด ในระหว่างรอผลตรวจจากห้องปฎิบัติการ ซึ่งอาจจะออกมาใน 2 ลักษณะ คือ กรณีที่เป็นสายพันธ์แท้ก็จะถือเป็นสัตว์ป่าหายาก จะต้องมีการปล่อยคืนธรรมชาติในที่ที่เหมาะสม ซึ่งจะต้องมีการทำกระบวนการร่วมกับคนในพื้นที่นั้นๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับสัตว์ป่า รวมถึงคนในพื้นที่ด้วย แต่หากเป็นสายพันธุ์ไฮบริดอาจจะต้องให้อยู่ในพื้นที่กึ่งธรรมชาติที่สุขภาพ และสวัสดิภาพดีที่สุด เพราะจากการดูภาพนอกพบว่าไม่ผ่านระบบการเลี้ยงมาก่อนจึงมีความเป็นธรรมชาติของตัวเองค่อนข้างมาก ส่วนของแหล่งที่มาขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจน เพราะในหลายพื้นที่ของทะเลไทยก็มีจระเข้น้ำเค็มอาศัยอยู่

ด้าน ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดี คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการตรวจสอบหาสายพันธุ์นั้น หากพบว่าเป็นสายพันธุ์แท้จะต้องปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ แต่ที่สำคัญคือ จะเป็นพื้นที่ใด โดยหากจะปล่อยในพื้นที่เดิม คือ จังหวัดภูเก็ตเดิมอาจจะไม่มีข่าว แต่ขณะนี้มีข่าวแล้วฉะนั้นต้องมีการตัดสินใจร่วมกันกับคนในพื้นที่ว่าจะให้ปล่อยในพื้นที่ของ จ.ภูเก็ตหรือไม่อย่างไร เพราะเกี่ยวข้องกับคนในพื้นที่โดยตรง หากเป็นพื้นที่ธรรมชาติอื่น ทางกรมอุทยานฯต้องไปศึกษาร่วมกับนักวิชาการเพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสม แต่หากเป้นสายพันธุ์ลูกผสม อันดับแรกเราคงไม่ปล่อยให้เลพังอยู่ในบ่อพักตลอดไป แต่จะไปหาพื้นที่กึ่งปิดอาจจะเป็นพื้นที่ธรรมชาติโดยการกั้นคอก แต่ก็ต้องมาพิจารณาด้วยว่าจะอยู่พื้นที่ใดที่ไม่รบกวนคนในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวว่า ในส่วนของตัวเองนั้นเสนอชัดเจนว่า เนื่องจากข้อมูลทางวิชาการของจระเข้มน้ำเค็มไม่มีมานานแล้ว เพราะทุกคนอาจจะเข้าใจว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว จึงไม่มีการสำรวจ แต่ขณะนี้เริ่มมีข่าวการพบจระเข้น้ำเค็มในพื้นที่ต่างๆ เช่น กระบี่ ภูเก็ต เป็นต้น จึงต้องมีการเริ่มทำการสำรวจใหม่ให้เกิดความชัดเจนในพื้นที่ป่าชายเลนต่างๆ เช่น ภูเก็ต พังงา ระนอง กระบี่ หรือทางฝั่งอ่าวไทยในบางจังหวัด เพื่อให้ชัดเจนว่ามีแหล่งของจระเข้น้ำเค็มอาศัยอยู่ตามธรรมชาติหรือไม่ เพราะอาจจะมีการเข้ามาจากเมียนมาหรือมาเลเซีย

นอกจากนี้ยังได้มีการเสนอไปยังกรมประมงในการหาบ่อขนาดใหญ่กว่านี้เพื่อย้ายเจ้าเลพังไปอยู่ ในระหว่างรอผลการตรวจพิสุจน์หาสายพันธุ์ที่ชัดเจน เพราะคาดว่าเขายังต้องอยู่ในบ่อพักต่อไปไม่ต่ำกว่า 2-3 สัปดาห์ สุดท้ายหากจะมีการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวชมจระเข้นั้นก็สามารถทำได้ในลักษณะของพื้นที่กึ่งปิด แต่ที่สำคัญที่สุด คือ กรณีของเลพังซึ่งอาจจะเป็นเลพังโมเดลที่ทำให้คนไทยหันกลับมาสนใจจระเข้น้ำเค็ม เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยมีข่าวว่าเราเจอจระเข้น้ำเค็ม และก็ได้มีการยิงเค้าตาย และมาเสียดายภายหลังซึ่งไม่ได้ประโยชน์อะไร ฉะนั้นในครั้งนี้การดำเนินการต่างๆ เป็นไปตามขั้นตอนของหลักวิชาการทุกอย่าง และมีผู้คนสนใจเป็นจำนวนมาก ฉะนั้นเลพังโมเดลหันกลับมามองไม่เฉพาะเลพังหรือจระเข้น้ำเค็ม แต่หมายถึงสัตว์ตามธรรมชาติที่อาจจะหลงอยู่ในพื้นที่ที่มนุษย์เข้าไปอาศัยอยู่หรือพื้นที่อื่นๆ และอยากให้รู้ว่าสัตว์ตามธรรมชาติไม่ได้ต้องการทำร้ายมนุษย์ เพียงแต่เขารู้สึกว่าเป็นอันตรายหรือป้องกันตัวเอง ซึ่งกรณีนี้แสดงให้เห็นว่าคนไทยเป็นห่วงสัตว์ในธรรมชาติ และยังมีอีกหลายกรณีที่จะต้องทำกันต่อไป แต่อยากให้คนไทยรักธรรมชาติ รักสัตว์ตามธรรมชาติ และให้เข้าใจเขาช่วยกันตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไร