มมส.โชว์ 10 ผลงานวิจัยเจ๋งจริง ไม่ขึ้นหิ้ง เน้นแก้ปัญหา สร้างมูลค่าเพิ่ม ต่อยอดเป็นนวัตกรรมเชิงพาณิชย์
วันนี้ (7 กันยายน 2560) ณ ห้องประชุมแม่น้ำของ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ ฤทธิเดช อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้แถลงโชว์ผลงานวิจัยที่โดดเด่น ในปี 2560 ในงานประชุมทางวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาสารคามวิจัย ครั้งที่ 13 : From Local to Global in the Context of Thailand 4.0 : จากท้องถิ่นสู่สากลในบริบทประเทศไทย 4.0” โดยอธิการบดี มมส เปิดเผยว่า
มหาวิทยาลัยมหาสารคามเป็นสถาบันการศึกษา ที่มุ่งเน้นการใช้งานวิจัยเพื่อขับเคลื่อนสังคมและชุมชน ตามปรัชญาของมหาวิทยาลัย คือ “ผู้มีปัญญา พึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน” โดยยึดวิสัยทัศน์ จากท้องถิ่นสู่สากล ซึ่งมุ่งเน้นการวิจัยที่ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นบูรณาการกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สมัยใหม่ เพื่อนำภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ความเป็นสากลในรอบปีที่ผ่านมามีผลงานวิจัยที่โดดเด่นที่สามารถนำไปใช้แก้ปัญหา สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชุมชน รวมถึงมีศักยภาพที่จะพัฒนาต่อยอดเป็นนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ในอนาคต โดยอธิการบดี ได้ให้นโยบายกับนักวิจัย มมส มาตลอดว่า ทำอย่างไรจะทำให้ผลงานวิจัย เจ๋งจริง พัฒนาจริง ใช้ได้จริง ไม่เป็นงานวิจัยแล้วต้องอยู่บนหิ้ง อีกต่อไป
สำหรับ 10 ผลงานวิจัยเด่นมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประจำปี พ.ศ. 2560 มีดังนี้
1. เครื่องอบแห้งแบบถังทรงกระบอกหมุนด้วยระบบรังสีอินฟราเรดร่วมกับลมร้อนปล่อยทิ้ง ผลงานวิจัยของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จักรมาศ เลาหวณิช คณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้วิจัยพัฒนาเครื่องอบแห้งสำหรับลดความชื้นของผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าว ให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีความสม่ำเสมอ ปัจจุบันได้ นำไปใช้กับเกษตรกรในหลายพื้นที่ นอกจากนี้ผลงานวิจัยนี้ยังได้รับรางวัลหลายรางวัล อาทิ เช่น รางวัล Special Prize จาก Korea Invention Promotion Association และรางวัลเหรียญเงิน (Silver Medal) จากงาน “International Exhibition of Inventions ครั้งที่ 45” ณ กรุงเจนีวา ประเทศสมาพันธรัฐสวิส
2. หม้อผลิตไอน้ำประสิทธิภาพสูงเพื่อนึ่งก้อนเชื้อเห็ด ผลงานวิจัยของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.โสภา แคนสี คณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้ออกแบบหม้อผลิตไอน้ำเพื่อใช้ในการนึ่งก้อนเชื้อเห็ดที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อประหยัดพลังงานในการนึ่งเชื้อเห็ด ตลอดจนได้ก้อนเชื้อเห็ดที่มีคุณภาพ ปัจจุบันมีการนำไปใช้ประโยชน์โดยวิสาหกิจชุมชนในหลายพื้นที่
3. เครื่องกระเทาะ และทำความสะอาดถั่วดาวอินคา ผลงานวิจัยของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพรรณ ยั่งยืน คณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้พัฒนาเครื่องจักรเพื่อแปรรูปถั่วดาวอินดาให้สอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกรและผู้ประกอบการ ปัจจุบันได้นำไปใช้กับผู้ประกอบการที่ผลิตถั่วดาวอินคาเพื่อการค้า
4. เคหะภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ ผลงานวิจัยของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบศิริ แซ่ลี้ คณะวิทยาการสารสนเทศ ได้วิจัยและพัฒนาเคหะภัณฑ์ประเภทต่างๆ โดยใช้วัสดุจากธรรมชาติ ซึ่งสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ ลดราคาต้นทุน สำหรับการผลิตเคหะภัณฑ์
5. การออกแบบแผ่นบันทึกข้อมูล และหัวอ่านข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ ผลงานวิจัยของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เจษฎา จุรีมาศ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พรรณวดี จุรีมาศ คณะวิทยาศาสตร์ ได้ออกแบบ แผ่นบันทึกข้อมูล และหัวอ่านข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ โดยอาศัยการศึกษาผ่านรูปแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ ในระดับอะตอม เพื่อทำการออกแบบโครงสร้าง และเพิ่มศักยภาพของแผ่นบันทึกข้อมูลให้มีค่า ความจุที่สูงขึ้น รวมถึงทำการออกแบบหัวอ่านข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟให้มีขนาดเล็กลงแต่มีประสิทธิภาพในการอ่านสัญญาณในแผ่นบันทึกข้อมูลได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ โดยอาศัยความรู้ ทางด้านฟิสิกส์และวิศวกรรมมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในอุตสาหกรรม งานวิจัยนี้จะถูกนำไปเป็นต้นแบบในการผลิตแผ่นบันทึกข้อมูล และหัวอ่านข้อมูลจริงในอนาคตต่อไป
6. การผลิตพลาสติกชีวภาพ ผลงานวิจัยของ รองศาสตราจารย์ ดร.ยอดธง ใบมาก คณะวิทยาศาสตร์ พลาสติกชีวภาพได้รับความสนใจในการวิจัยและพัฒนาจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพื่อใช้งานทดแทนพลาสติกปัจจุบันที่ไม่สลายตัว ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมหาสารคามเป็นที่เดียวในประเทศไทยที่สามารถผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพชนิด polylactide หรือ polylactic acid (PLA) ใช้ในงานวิจัยในระดับ lab-scale ได้เอง เพื่อใช้งานเป็นพลาสติกทั่วไป ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีเทคโนโลยีการผลิตพลาสติกชีวภาพของเราเอง ปัจจุบันมีการทำวิจัยอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนากระบวนการเตรียมเม็ดพลาสติกชีวภาพ PLA สำหรับเกรดเฉพาะทางมากขึ้น เช่น เกรดทนความร้อน (สเตอริโอคอมเพล็กซ์ PLA) และเกรดโฟม เป็นต้น
7. กรรมวิธีการผลิตสารสกัดตรีผลา ผลงานวิจัยของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประสบอร รินทอง คณะเภสัชศาสตร์ ซึ่งทำการวิจัยกรรมวิธีการผลิตสารสกัดของตำรับตรีผลา ด้วยการทำให้สารสกัดอยู่ในรูปผงด้วยเทคนิคการพ่นแห้งโดยใช้ความร้อน (spray dry) หรือเทคนิคการระเหยแห้งเยือกแข็ง (freeze dry) ร่วมกับการใช้สารช่วยทางเภสัชกรรม ปัจจุบันนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์โดยภาคเอกชนแล้ว
8. ผลิตภัณฑ์อาหาร Low-GI ผลงานวิจัยของ รองศาสตราจารย์ ดร.ศิริธร ศิริอมรพรรณ ซึ่งนำเทคโนโลยีการแปรรูปอาหาร และองค์ความรู้ทางเคมีมาพัฒนาอาหารให้มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์อาหารที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานและผู้รักสุขภาพ ปัจจุบันโครงการวิจัยได้รับการสนับสนุนให้ต่อยอดเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำในระดับอุตสาหกรรม
9. เซรั่มบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของโปรตีนไหมและสารสกัดจากถั่งเช่า ผลงานวิจัยของ รศ.ดร.วัลยา สุทธิขำ คณะวิทยาศาสตร์ ได้วิจัยเพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากถั่งเช่าและโปรตีนไหม โดยใช้คุณสมบัติที่โดดเด่นของไหมและถังเช่า เพื่อพัฒนาเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ผลงานวิจัยดังกล่าวได้ลงนามในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกับภาคเอกชนเพื่อเป็นช่องทางนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพที่ได้จากผลงานวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญไปสู่ผู้บริโภคให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง รวมไปถึงเพื่อเป็นช่องทางให้เอกชนสามารถนำผลงานนั้นไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้
10. การจำแนกพยาธิ diphyllobothriidean อย่างรวดเร็ว ผลงานวิจัยของ รศ. ดร.ต้องจิตร ถันชมนาง และคณะ คณะแพทยศาสตร์ ได้พัฒนาวิธีการตรวจพยาธิตืด diphyllobothriidean โดยวิธี pyrosequencing ได้อย่างรวดเร็ว พยาธิ diphyllobothriidean tapeworms เป็นพยาธิตืดที่พบการติดเชื้อทั้งในคน และสัตว์ เป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญ เทคนิค pyrosequencing สามารถตรวจเชื้อปรสิตได้หลายชนิดในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่มีศักยภาพสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการตรวจวินิจฉัยเชื้อปรสิตในห้องปฏิบัติการได้ เป็นวิธีที่มีความไวและความจำเพาะสูง และสามารถตรวจได้จำนวนมากในแต่ละครั้ง ทำให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย เหมาะสำหรับประเทศที่เป็นแหล่งระบาดของโรคเพื่อให้การตรวจวินิจฉัยในการแยกเชื้อปรสิตมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ ฤทธิเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในแต่ละปี นักวิจัยของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ผลิตผลงานวิจัยที่มีความโดดเด่น ทั้งที่เป็นองค์ความรู้พื้นฐานสำหรับการพัฒนาต่อยอดในอนาคต และงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหาสารคามสามารถนำไปใช้ประโยชน์ และตอบสนองความต้องการของสังคม ชุมชน ตลอดจนนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นให้เกิดการสร้างนวัตกรรม เพื่อการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน”





