วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บรูคลิน ครีเอเตอร์ ฟาร์ม : แหล่งเพาะต้นกล้าไอเดียของอาดิดาส

ในโลกของธุรกิจหากคุณต้องการเป็นเบอร์หนึ่งในตลาด แน่นอนว่าสิ่งที่จะขาดไม่ได้ คือ ผลิตภัณฑ์สุดเจ๋งที่เป็นมากกว่าแค่สินค้า ซึ่งเรื่องนี้บริษัทกีฬายักษ์ใหญ่อย่าง "อาดิดาส" ก็ได้เล็งเห็นความสำคัญและทำการพัฒนาผลงานออกแบบมาอย่างต่อเนื่อง

“ผู้คนไม่ได้ซื้อผลิตภัณฑ์กีฬา เพียงเพราะพวกเขาต้องการแค่รองเท้าคู่ใหม่” คำกล่าวของ พอล เกาดิโอ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของอาดิดาส น่าจะยืนยันได้ดีถึงที่มาของ “บรูคลิน ครีเอเตอร์ ฟาร์ม” ดีไซน์สตูดิโอแห่งใหม่ ในย่านบรูคลิน นิวยอร์ค ซึ่งเปิดตัวเป็นทางการไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยสตูดิโอนี้จะครอบคลุมเรื่องการดีไซน์และดูแลโปรเจคต่างๆที่ไม่เคยทำมาก่อน

พื้นที่ของฟาร์ม 

สถานที่ดังกล่าวถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย พื้นที่ของนักออกแบบ และ ห้องทดลอง หรือที่เรียกว่าบรูคลิน เมคเกอร์แลบ (Brooklyn MakerLab) ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับสร้างชิ้นงานต้นแบบ โดยในส่วนพื้นที่ของนักออกแบบ จะเต็มไปด้วยบอร์ดไอเดียและวัสดุต่างๆในการใช้สร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวยังได้ถูกกำหนดให้ไม่มีที่นั่งตายตัวเพื่อส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างนักออกแบบ

ขณะที่ห้องทดลอง ประกอบไปด้วยเครื่องจักรและวัสดุที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับการสร้างรองเท้าผ้าใบหรือเครื่องแต่งกายใดๆก็ตามที่นักออกแบบจะสามารถฝันถึงได้ ซึ่งไมเคิล แนช หัวหน้าห้องแลบดังกล่าว ยกให้เป็น ดิสนีย์แลนด์สำหรับบรรดาดีไซเนอร์เลยทีเดียว

สตูดิโอแห่งนี้มีทั้งนักออกแบบประจำและชั่วคราวที่คอยหมุนเวียนกันมาร่วมสร้างไอเดียอันแปลกใหม่ ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นเวลางานที่บรูคลินแล้ว นักออกแบบเหล่านี้จะกลับไปยังสตูดิโอที่บ้านเกิดของพวกเขา ซึ่งอาจจะเป็นที่พอร์ตแลนด์, โอเรกอน หรือ เยอรมนี และใช้ประสบการณ์บวกกับสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้มาให้เกิดประโยชน์

ที่นี่ไม่เหมือนกับสตูดิโอออกแบบทั่วไป โดย พอล เกาดิโอ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์อาดิดาส กล่าวว่า "ที่เราเรียกสถานที่นี้ว่า 'ฟาร์ม' เนื่องจากต้องการให้พื้นที่นี้เป็นดั่งผืนดินจริงๆ และเป็นสถานที่ที่สามารถทำให้มือของคุณเปื้อนได้จริง"

ปัจุบันสตูิโอในบรูคลินแห่งนี้ มีทีมงานประจำ 19 คน ประกอบด้วย นักออกแบบรองเท้าและเครื่องแต่งกาย, ฝ่ายข้อมูล(storytellers),วิศวกร และ ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม

รูปแบบการทำงาน

การทำงานของที่นี่เป็นไปในรูปแบบไดนามิก ซึ่งเต็มไปด้วยพลังและความคิดสร้างสรรค์ ตัวอย่างเช่น นักออกแบบสามารถเข้าร่วมกลุ่มที่กำลังทำงานอยู่ในตอนกลางคืนและเรียนรู้ไม่เพียงแค่สิ่งที่พวกเขาคาดหวังจากรองเท้าวิ่ง แต่ยังมองไปถึงสิ่งที่นักวิ่งทำเพื่อความสนุกและสิ่งที่พวกเขาต้องการจากการออกแบบ

นอกจากนี้ อาดิดาส ยังทำบางสิ่งบางอย่างที่แตกแต่างออกไปด้วยการเปิดโอกาสให้กับดีไซเนอร์ท้องถิ่น ดังเช่นครั้งที่พวกเขาเปิดโอกาสให้ ไนเจล นักออกแบบฝึกหัดวัยเพียง 17 ปี ได้มีโอกาสร่วมงานกับพวกเขาหลังจากได้เห็นผลงานผ่านอิสตราแกรมส่วนตัว

สตูดิโอแห่งอนาคต

โจทย์ล่าสุดจากหัวหน้าคณะกรรมการในที่ประชุม คือ "มีอะไรใหม่สำหรับปี 2020" นั่นหมายความว่าทีมออกแบบจะต้องจินตนาการไปถึงอนาคตในอีกหลายปีข้างหน้า จริงอยู่ที่ อาดิดาส ต้องการผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ แต่บริษัทก็ไม่ได้กำหนดความต้องการเฉพาะเจาะจงสำหรับการออกแบบที่ต้องนำเข้าสู่ตลาดทันที

“มันเป็นเรื่องที่มากกว่าแค่การสำรวจ เพราะสถานที่นี้เกี่ยวข้องกับความหลงใหลและความคืบหน้า โดยไม่ให้เรื่องของผลลัพธ์มาครอบงำ” เกาดิโอ ได้ยกตัวอย่างกีฬาบาสเกตบอลซึ่งเป็นหมวดหมู่ที่มีการชะลอตัวลงอย่างมากทั่วทั้งอุตสาหกรรมในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ เกาดิโอ กลับมองว่าเป็นโอกาสที่จะช่วยให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น

“คุณจำเป็นต้องเข้าใจว่าธรรมชาติของการเล่นกีฬาในปัจจุบันคืออะไร วัฒนธรรมที่ล้อมรอบกีฬา ความต้องการของผู้เล่นในแต่ละชนิดกีฬา ค่านิยม ความหวัง ความฝัน ความปรารถนาของพวกเขาคืออะไร มันเป็นสิ่งหนึ่งที่จะบอกว่านักกีฬาบาสเกตบอล ต้องการแรงสนับสนุนและความสะดวกสบาย แล้วคุณสามารถทำให้มันเป็นข้อเสนอที่เชื่อมต่อทางวัฒนธรรมได้อย่างไร”

ฟาร์มแห่งนี้ เป็นความพยายามที่จะลงลึกในรายละเอียดต่างๆ และนักออกแบบจะได้รับข้อมูลเชิงลึกที่จะช่วยให้พวกเขาสร้างผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคจะเชื่อมต่อกับอารมณ์ ไม่ใช่เพียงแค่ใช้เป็นเครื่องมือเท่านั้น

เกาดิโอ ขยายความให้ชัดขึ้นไปอีกว่า “ผู้คนไม่ได้ซื้อผลิตภัณฑ์กีฬา เพียงเพราะพวกเขาต้องการแค่รองเท้าคู่ใหม่ คุณต้องสามารถผสมผสานความเข้าใจและความต้องการทางวัฒนธรรมเหล่านั้นเข้าด้วยกัน เพื่อจุดประสงค์ของผลิตภัณฑ์ นั่นคือสิ่งที่เรากำลังทำงานกันที่นี่”

จากตัวอย่างที่กล่าวมาทำให้เห็นว่าสตูดิโอแห่งนี้เป็นส่วนสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของ อาดิดาส ในการปรับตัวให้เข้ากับความต้องการและความปรารถนาของผู้บริโภค โดยใช้คำว่า “วัฒนธรรม” เป็นตัวขับเคลื่อนสู่การออกแบบแห่งอนาคตนั่นเอง