วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

(สกู๊ป) มรสุมชีวิต“ไทเกอร์ วูดส์”จากยอดโปรสู่ผู้ต้องหา

ถือเป็นข่าวใหญ่พอสมควรเมื่อ ไทเกอร์ วูดส์ อดีตนักกอล์ฟมือ 1 ของโลก ถูกจับกุมในข้อหาขับรถขณะมึนเมา

      หลังเจ้าตัวถูกพบขณะกำลังฟุบอยู่หลังพวงมาลัย โดยที่ไฟเบรคยังติดอยู่ ซึ่งส่งผลให้เขาต้องอยู่ในห้องขังเป็นจำนวน 7 ชั่วโมง ก่อนได้รับการประกันตัวในเช้าอีกวัน โดยหลังจากนี้เจ้าตัวต้องรอหมายศาลเพื่อทราบถึงบทลงโทษต่อไป

      โดยการถูกจับในข้อหาเมาแล้วขับดังกล่าว ถือเป็นครั้งที่ 2 ของ นักกอล์ฟวัย 41 ปี หลังเขาเคยถูกจับในข้อหานี้มาแล้วเมื่อปี 2009 อย่างไรก็ตามครั้งนี้ เจ้าตัวจะออกมาแถลงหลังถูกจับกุมว่า ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์แต่อย่างใด แต่เป็นเพียงฤทธิ์ของยาที่ตนเองได้ทานเข้าไปจึงทำให้เกิดอาการมึนงง และไม่ได้สติคล้ายคนดื่มแอลกอฮอล์ และจากนั้นทางตำรวจก็ยืนยันว่า นักกอล์ฟรายนี้ไม่มีแอลกอฮอล์ในร่างกายแต่อย่างใด

      ในช่วงหลังชีวิตของโปรกอล์ฟเจ้าของฉายา “พญาเสือ” ถือว่าดิ่งลงเหว หลังต้องเลิกรากับภรรยา รวมถึงถูกปัญหาอาการบาดเจ็บหลังเล่นงาน ต่างจากช่วงเทิร์นโปรแรกๆที่กราฟชีวิตของเขามีแต่คำว่าก้าวหน้าขึ้น ทำให้วันนี้เราจะมาสรุปไทม์ไลน์ชีวิตของ วูดส์ ตั้งแต่เข้าเริ่มเทิร์นโปรว่าเจ้าตัวประสบความสำเร็จขนาดไหน และจุดหักเหที่ทำให้เขาร่วงลงมาจากซูเปอร์สตาร์วงการกอล์ฟ เป็นนักโทษต้องคดีเหมือนในปัจจุบัน

ปี 1996
     ไทเกอร์ส วูดส์ ในวัย 20 ปี เริ่มเทิร์นโปรเป็นนักกอล์ฟอาชีพครั้งแรก หลังได้สัมผัสการแข่งขันศึกกอล์ฟพีจีเอ ทัวร์ เป็นรายการแรกของตนเอง คือ มาสเตอร์ส ทัวร์นาเมนต์ เมื่อปี 1995 โดยเพียงปีแรกที่เริ่มเทิร์นโปร เขาก็ได้รับการจับตามองทันที พร้อมคว้าแชมป์ได้หลายรายการ ทั้ง ทัวร์ ลาสเวกัส อินวิเตชันแนล และ วอลต์ ดิสนีย์ เวิลด์ โอลด์โมบายล์ คลาสสิค
     ด้วยผลงานที่เข้าตาส่งผลให้เขาได้รับการโหวตให้รับรางวัล “พีจีเอ รุกกี ออฟ เดอะ เยียร์” หรือดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำปีของสมาคมกอล์ฟอาชีพชาย

ปี 1997

     ในปีต่อมา วูดส์ ยังทำผลงานได้อย่างโดดเด่นต่อเนื่อง ด้วยการคว้าแชมป์เมอร์เซเดส แชมเปียนชิพ, เอเชียน ฮอนด้า คลาสสิค รวมถึงรายการเมเจอร์อย่าง เดอะ มาสเตอร์ส ซึ่งส่งผลให้เขาเป็นนักกอล์ฟผิวสีคนแรกที่คว้าแชมป์รายการดังกล่าว และเป็นแชมป์ที่มีอายุน้อยที่สุด ด้วยวัยเพียง 21 ปีเท่านั้น
     นอกจากนั้นในปีเดียวกัน วูดส์ ยังติดทีมชาติสหรัฐ ชุดสู้ศึกวอล์กเกอร์คัพ และเวิลด์ อเมเจอร์ แชมเปียนชิพ พร้อมขึ้นเป็นนักกอล์ฟมือ 1 ของโลกในปีนี้

ปี 2000
      ปีนี้ถือว่าเป็นปีทองของเจ้าของฉายา “พญาเสือ” อย่างแท้จริง เนื่องจากเขาสามารถคว้าแชมป์ เมเจอร์ ได้ครบทั้งสี่รายการ (เดอะ มาสเตอร์ส 1997, ยูเอส โอเพ่น 2000, ดิ โอเพ่น 2000, พีจีเอ แชมเปียนชิพ 1999) ด้วยวัยเพียง 24 ปี ซึ่งถือว่าน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์วงการกอล์ฟอีกด้วย

     นอกจากนั้น วูดส์ ยังคว้าแชมป์พีจีเอ ทัวร์ ได้ทั้งหมด 6 รายการติดต่อกัน เทียบเท่ากับ เบน โฮแกน ตำนานนักกอล์ฟชาวสหรัฐ ที่เคยทำได้เมื่อปี 1948 รวมถึงยังคว้าแชมป์พีจีเอ ทัวร์ไปถึง 9 รายการจาก 20 รายการ ส่งผลให้เขาได้รับเลือกให้เป็นนักกีฬายอดเยี่ยมแห่งปีของนิตยสาร “สปอร์ตส์ อิลลัสเตรท” แม็กกาซีนกีฬาชื่อดังระดับโลก

ปี 2001-2009
      ตลอดช่วง 8 ปีดังกล่าว ไทเกอร์ส วูดส์ ยังโชว์ฟอร์มบนกรีนหญ้าได้อย่างสม่ำเสมอ แม้จะมีช่วงที่ฟอร์มหลุดจนอันดับโลกตกไปบ้าง แต่เขาก็ยังกวาดถ้วยรางวัล รวมถึงเกียรติประวัติส่วนตัวมาครองอย่างมากมาย ทั้ง การคว้าแชมป์ในระดับเมเจอร์ได้ถึง 11 รายการ, นักกอล์ฟยอดเยี่ยมของพีจีเอ 10 สมัย (ปี 2001, 2002, 2003, 2005, 2006, 2007, 2009) ผู้เล่นยอดเยี่ยมของพีจีเอทัวร์ 7 สมัย (ปี 2001, 2002, 2003, 2005, 2006, 2007, 2009) นักกอล์ฟทำเงินสูงสุดของพีจีเอทัวร์ 7สมัย (ปี 2001, 2002, 2005, 2006, 2007, 2009), วาร์ดอน โทรฟี 7สมัย (ปี 2001, 2002, 2003, 2005, 2007, 2009), ไบรอน เนลสัน อวอร์ด 7 สมัย (ปี 2001, 2002, 2003, 2005, 2006, 2007, 2009) และ เฟดเอ็กซ์ คัพ แชมเปียน 2 สมัย (ปี 2007, 2009)

ปี 2010

     หลังจากมีข่าวลือเกี่ยวกับเรื่องชู้สาวของอดีตนักกอล์ฟมือ 1 ของโลกรายนี้แพร่สะพัดไปทั่ววงการ โดยมีรายงานว่า เขามีอาการติดเซ็กส์ และมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงอื่นมากถึง 121 คนตลอดช่วงเวลา 5 ปี ซึ่งเรื่องดังกล่าวส่งผลให้เขากับ ภรรยาชาวสวีเดน เอลิน นอร์เดเกรน ที่แต่งงานกัน ตั้งแต่ปี 2004 และมีบุตรด้วยกัน 2 คน เกิดการทะเลาะกันอย่างรุนแรง
     และในปีดังกล่าว วูดส์ ก็ได้ถูกภรรยาฟ้องหย่า ด้วยสาเหตุการนอกใจ จนทำให้เขาต้องเข้าบำบัดรักษาอาการติดเซ็กส์ ซึ่งจากเรื่องนี้ส่งผลให้เขาตกมาอยู่ในอันดับ 2 ของโลกอย่างเป็นทางการ

ปี 2013
      หลังจากในปี 2011-2012 ฟอร์มการเล่นของเขาตกลงไปอย่างน่าใจหาย เนื่องจากสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ แต่ในปีนี้ วูดส์ ได้รวบรวมสมาธิกลับมาอีกครั้ง จนส่งผลให้เขาก็กลับมาทวงบัลลังก์มือ 1 ของโลกสำเร็จ จากการคว้าแชมป์ระดับ พีจีเอทัวร์ ได้ 5 รายการตลอดปี พร้อมคว้ารางวัลต่างๆมาครองได้อีกมากมาย เช่น นักกอล์ฟยอดเยี่ยมของพีจีเอ, ผู้เล่นยอดเยี่ยมของพีจีเอทัวร์ และนักกอล์ฟทำเงินสูงสุดของพีจีเอทัวร์
รวมไปถึงในปีเดียวกัน วูดส์ ยังประกาศคบหาดูใจกับ ลินด์ซีย์ วอนน์ นักสกีสาวชื่อดัง ซึ่งถือเป็นปีแห่งการเริ่มต้นใหม่ของเขาอย่างแท้จริง

ปี 2014-2016
      แม้ฟอร์มการเล่นจะเริ่มกลับมาเข้าที่ในช่วงหลัง แต่ วูดส์ ก็ต้องเจอกับข่าวร้ายเมื่อเขาได้รับบาดเจ็บบริเวณหลัง และต้องรักษาด้วยผ่าตัดเท่านั้น ซึ่งครั้งแรกเกิดขึ้นในเดือน ม.ค. ปี 2014 ก่อนที่จะต้องขึ้นเตียงผ่าตัดที่เดิมอีกครั้ง ในเดือน ก.ย. ปี 2015 อย่างไรก็ตามอาการบาดเจ็บของเขาไม่ดีขึ้น ส่งผลให้ต้องเข้ารับการผ่าตัดเป็นครั้งที่ 3 ในปี 2016 และถือเป็นการผ่าตัด 3 ครั้งในรอบ 19 เดือน จนมีข่าวว่า เขาอาจจะไม่สามารถกลับมาเล่นกอล์ฟได้อีกแล้ว

ปี 2017
       อย่างไรก็ตามหลังจากพักรักษาตัวถึง 15 เดือน นักกอล์ฟลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ที่อันดับร่วงไปอยู่ที่ 674 ของโลก ก็ได้กลับมาลงสนามอย่างเป็นทางการอีกครั้งในศึก ยูโรเปียน ทัวร์ รายการ “โอเมกา ดูไบ เดสเสิร์ต คลาสสิค” ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งด้วยสภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์อยู่แล้ว ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บที่แผ่นหลังอีกครั้ง จนต้องขอถอนตัวกลางคัน และจากอาการบาดเจ็บนี้ก็ทำให้ วูดส์ ต้องเข้ารับการผ่าตัดเป็นครั้งที่ 4 และน่าจะชวดลงชิงชัยในการแข่งขันรายการเมเจอร์อีก 3 รายการที่เหลือในปีนี้ทั้ง ยูเอส โอเพ่น, ดิ โอเพ่น และพีจีเอ แชมเปียนชิพ ค่อนข้างแน่นอนแล้ว
     เจ้าของแชมป์เมเจอร์ 14 รายการ กล่าวถึงอาการบาดเจ็บ ก่อนจะมาถูกจับว่า "เมื่อผมหายสนิท ก็หวังว่าจะใช้ชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากความเจ็บปวด ตนเองต่อสู้มานานเหลือเกิน และตั้งตารอที่จะกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติ ได้เล่นกับลูกๆ รวมถึงลงแข่งกอล์ฟอาชีพ การผ่าตัดผ่านพ้นไปด้วยดี และก็มองในแง่ดีว่ามันจะช่วยรักษาอาการปวดต่างๆได้"

      สุดท้ายแล้วต้องมาดูกันว่าอนาคตการเป็นโปรกอล์ฟของ “พญาเสือ” จะไปในทิศทางใด เขาจะสามารถกลับมาหวดวงสวิงด้วยร่างกายที่สมบูรณ์ได้หรือไม่ หรือต้องตัดสินใจเลิกเล่นพร้อมกับปิดตำนานของตนเองจากอาการบาดเจ็บ และข่าวฉาวเช่นนี้