'ดีเอสไอ' ลงตรวจสอบที่ดินเกาะกระดาน เตรียมรับเป็นคดีพิเศษ

'ดีเอสไอ' ลงตรวจสอบที่ดินเกาะกระดาน เตรียมรับเป็นคดีพิเศษ

ดีเอสไอลงตรวจสอบที่ดินจำนวน 6 คดี บนเกาะกระดาน จ.ตรัง เนื้อที่กว่า 100 ไร่ ที่ผู้ครอบครองไม่มีเอกสิทธิ์ใดๆ เตรียมรับเป็นคดีพิเศษ เพื่อทวงคืนที่ดินกลับคืนให้แก่อุทยานฯ

(17 พฤษภาคม 2560) เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ นำโดยนายสัณพร ไชยยาว พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมนายมาโนช วงษ์สุรีรัตน์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม และคณะ เข้าทำการตรวจสอบและเก็บหลักฐานการครอบครองที่ดินบนเกาะกระดาน หมู่ที่ 2 ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จำนวน 6 แปลงหรือ 6 คดี เนื้อที่รวมกว่า 100 ไร่เศษ จากเนื้อที่รวมกว่า 150 ไร่ หรือจำนวน 10 คดี/แปลง ที่เจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจพญาเสือ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช นำโดยนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าชุด ฯได้ทำการตรวยยึดจับกุมไว้ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา

แต่พื้นที่และคดีดังกล่าวมีความสลับซับซ้อนในการบุกรุกครอบครอง จึงส่งให้ทางเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ รับไปดำเนินการตรวจสอบและเอาผิด ซึ่งเดิมที่ดินทั้ง 6 แปลงดังกล่าว ถูกจัดให้ชาวบ้านยากจนได้รับสิทธิ์ทำกินตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 แต่ผลการตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศเมื่อปี 2545 – 2546 ไม่ปรากฏร่องรอยการทำประโยชน์ จำนวน 5 แปลง/คดี เนื้อที่กว่า 90 ไร่ โดยทั้งหมดสภาพป่ายังอุดมสมบูรณ์มีไม้ขนาดใหญ่หลายคนโอบขึ้นอยู่ทั่วไป ซึ่งทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ประกาศเพิกถอนทะเบียนการถือที่ดินดังกล่าวทั้งหมด เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2554 ที่สำคัญอีก 1 แปลง เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ มีการซื้อขายเปลี่ยนแปลงไปอยู่ในมือของนายทุน ขณะนี้กลายเป็นรีสอร์ทหรู และเป็นแปลงคดีที่ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดจับกุม จึงไม่อยู่ในเงื่อนไขมติ ครม.ดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบพื้นที่ตามระวางที่ดินที่ได้จากสำนักงานที่ดินจังหวัดตรัง สาขากันตัง ในการตรวจจับพิกัดจีพีเอสของที่ดินทั้ง 6 แปลง โดยที่ดิน 5 แปลงแรก อยู่บริเวณหัวแหลมของเกาะกระดาน มีภูเขาคั่นกลาง ซี่งทุกแปลงจะมีเนื้อที่จากชายหาดด้านฝั่งทิศตะวันออกข้ามภูเขาจดชายหาดด้านฝั่งทิศตะวันตก โดยมีสภาพป่าบนภูเขาที่อุดมสมบูรณ์ตลอดแนวคั่นกลาง ซึ่งหากมีการซื้อขายไปอยู่ในมือของนายทุน สามารถจะสร้างรีสอร์ทหรูได้ครอบครองชายหาด มองพระอาทิตย์ขึ้น – ตกดินอย่างสวยงาม และมีมูลค่ามหาศาล ส่วนใหญ่แจ้งรายชื่อคนครอบครองไว้ 2 รายชื่อ ซึ่งทับซ้อนกันในแปลงเดิม หรือบางรายมีชื่อครอบครองมากกว่า 1 แปลง ประกอบด้วย แปลงที่ 1 เนื้อที่ 20 – 1 - 65 ไร่ แจ้งการครอบครองในชื่อ นายวสันต์ จริงจิตร และนางอารีย์ อินจู , แปลงที่ 2 เนื้อที่ 16 - 3 – 75 ไร่ แจ้งการครอบครองในชื่อ นายอุบล วงศ์สวัสดิ์,นายทรงศักดิ์ จริงจิตร ทับซ้อนกับที่ดินนายอุบล วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งอยู่อีกพิกัดหนึ่ง, แปลงที่ 3 เนื้อที่ 14 – 1 – 92 ไร่ แจ้งการครอบครองในชื่อ นายสุทัศ วิมาลา ,นางวันดี วิทยะสุนทร ,แปลงที่ 4 เนื้อที่ 19 – 2 – 22 ไร่ แจ้งการครอบครองในชื่อนายสมาแอน สะระหมาด และนายศักดิ์ชาย จริงจิตร ,แปลงที่ 5 เนื้อที่ 15 – 1 - 75 ไร่ แจ้งการครอบครองในชื่อนายรอเหม ตุเส และนายสมพร จันทรโชติ ส่วนแปลงที่ 6 อยู่บริเวณพื้นที่อ่าวเนียง เนื้อที่ 10 ไร่เศษ ซึ่งคนครอบครองคนเดิมได้สิทธิ์ครอบครองตามมติ ครม.30 มิถุนายน 2541 แต่ปัจุบันได้ขายเปลี่ยนมือให้กับนายประมุข สถาวร เป็นผู้ครอบครองสร้างรีสอร์ทหรู ชื่อ “อ่าวเนียง รีสอร์ท” โดยเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ได้ตรวจจับพิกัดจีพีเอสไว้ทั้ง 6 แปลง เพื่อนำไปประกอบการส่งสำนวนให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ รับไว้เป็นคดีพิเศษต่อไป

นายมาโนช วงษ์สุรีรัตน์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม กล่าวว่า ส่วนพื้นที่ที่เหลือบนเกาะกระดาน ขณะนี้อยู่ในมือของนายทุนใหญ่ พบว่ามีการถือสิทธิ์ครอบครองตามเอกสาร นส.3 ก แต่เบื้องลึกมีการนำ สค.1 เนื้อที่ไม่กี่ไร่ ไปออก น.ส.3 ก. เนื้อที่บวมขึ้นอีกหลายเท่า และอยู่ระหว่างการฟ้องร้องกันระหว่างนายทุน กับอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จึงต้องทำการตรวจสอบที่มาของการออก น.ส.3 ก.ดังกล่าว ว่าได้มาชอบหรือมิชอบด้วยกฎหมาย หรือมีการบุกรุกพื้นที่อุทยานฯเพิ่มขึ้นหรือไม่ โดยจะต้องมีการนำผลการแปลภาพถ่ายทางอากาศมาประกอบการตรวจสอบด้วย ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบต่อไป ทั้งนี้ ถ้านายทุนถือสิทธิ์ครอบครองถูกต้อง และตรงตามเนื้อที่ในเอกสารสิทธิ์ ก็ย่อมเป็นสิทธิ์ของนายทุน แต่หากไม่ใช่ หรือเกินจากจำนวนเดิม ก็ต้องดำเนินการรื้อถอนคืนต่อไป