วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชาวสวนยางพาราอ.พนม วอนนายกฯช่วยด่วน อย่าเพิ่งโค่นต่นยาง

กลุ่มชาวสวนยางพารา อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี รวมตัววอนขอให้นายกรัฐมนตรีช่วยเหลือด่วน หลังเดือดร้อนหนัก กรณีถูกเจ้าหน้าที่อุทยานฯคลองพนม ใช้มาตรา 22 บุกโค่นต้นยางพาราในเขตทับที่ทำกินของชาวบ้าน ทั้งที่อยู่ระหว่างการพิสูจน์สิทธิ

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 18 มี.ค. 60 กลุ่มชาวสวนยางพารา ในพื้นที่ อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี รวมตัวกันชูป้ายผ่านสื่อ วอนขอให้นายกรัฐมนตรีช่วยเหลือเป็นการด่วน หลังจากเจ้าหน้าที่อุทยานฯคลองพนม ใช้มาตรา 22 บุกตัดโค่นต้นยางพาราที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปี ถึง 30 กว่าปี ในพื้นที่อุทยานฯประกาศเขตทับที่ทำกินของชาวบ้าน และกำลังรอการพิสูจน์สิทธิ จนสร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านเป็นบริเวณกว้าง

นายวาสุเทพ เพชรขุ้ม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 10 บ้านสาคลี่ ต.พนม อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี น้องชาย “วรพจน์ เพชรขุ้ม“ วีรบุรุษเหรียญเงินโอลิมปิก ปี 2547 ที่ประเทศกรีซ ร้องเรียนผ่านสื่อไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ชะลอการโค่นสวนยางพาราในระหว่างที่รอการพิสูจน์สิทธิว่าทับที่เขตอุทยานแห่งชาติคลองพนมหรือไม่ โดยได้นำผู้สื่อข่าวเข้าไปดูแปลงสวนยางพาราของนายนุช อักษรเภรีย์ อายุ 50 ปี ที่ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติคลองพนม ใช้มาตรา 22 บุกตัดโค่นไปจำนวน 18 ไร่

โดยชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จำนวนมาก เดินทางไปให้กำลังใจและชูป้ายเรียกร้องขอร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ส่งเจ้าหน้าที่ที่มีความเป็นธรรมและเป็นกลาง เข้ามาตรวจสอบสภาพพื้นที่ให้ชัดเจน ดูแลให้ความช่วยเหลือเป็นการด่วน หลังจากเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติคลองพนม ใช้อำนาจตัดโค่นต้นยางที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปี ไปจนถึง 30 กว่าปีทิ้ง และห้ามชาวบ้านเข้าทำไปทำกิน

นายนุช เจ้าของสวน เล่าให้ฟังว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นมรดกตกทอดของพ่อและแม่ ที่ทิ้งไว้ให้ตนทำกินจำนวน 18 ไร่ โดยมีต้นยางพาราที่มีอายุมากกว่า 30 ปี ในพื้นที่เป็นเครื่องยืนยันว่า ได้มีการทำกินมาก่อนที่จะประกาศเป็นเขตอุทยานฯ ส่วนต้นยางพาราที่มีอายุประมาณ 6 ปีนั้น ตนได้โค่นต้นยางเก่าอายุมากกว่า 30 ปี ที่หมดสภาพการให้น้ำยางทิ้ง และปลูกใหม่ขึ้นทดแทนของเก่า พร้อมปลูกกล้วยหอม กล้วยน้ำว้าแซมในร่องยาง เพื่อเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัวตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ต่อมาเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธุ์ 2560 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่อุทยานฯได้เข้ามาตัดโค่นต้นยางทั้งหมดทิ้ง โดยระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่เขตอุทยานฯ 

โดยบอกกับนายนุช ว่า นายนุชทำผิดเงื่อนไขในการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกยางใหม่ทดแทนยางเก่า ถึงแม้ว่าจะอยู่ในระหว่างการพิสูจน์สิทธิก็ตาม จึงต้องตรวจยึดกลับมาเป็นของรัฐและห้ามเข้าทำกินในพื้นที่

นายนุช บอกด้วยว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่ทราบว่าพื้นที่พ่อแม่ทำกินมานานกว่า 50 ปี จะอยู่ในเขตอุทยานฯ และในวันที่เจ้าหน้าที่มาดำเนินการก็ได้นำหนังสือมายืนยันว่าจะตัดเฉพาะต้นเล็ก แต่ทางเจ้าหน้าที่ได้ตัดโค่นต้นยางขนาดใหญ่ที่มีอายุมากกว่า30ปีและมีเส้นผ่าสูญกลางประมาณ30ซม.รวมไปด้วยถึง1,800ต้น พร้อมมีคำสั่งไม่ให้ตนเข้าทำกินในพื้นที่ ซึ่งคำสั่งดังกล่าวทำให้ตนและครอบครัวได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ไม่มีที่ทำกินไม่มีรายได้ ลูก 2 คนที่กำลังเรียนต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยรับจ้างหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว ซึ่งเวลานี้ตนหมดกำลังใจไม่มีทางออกจึงต้องวอนนายกรัฐมนตรีส่งคนที่เป็นกลางลงมาดูแลให้ความเป็นธรรมต่อครอบครัวตนและชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่การประกาศเขตทับที่ทำกินของชาวบ้านอย่างเร่งด่วน ก่อนที่ชาวบ้านจะเดือดร้อนไปมากกว่านี้ 

ด้านนายวาสุเทพ เพชรขุ้ม ผู้ใหญ่บ้านได้กล่าวว่าชาวบ้านทำกินอยู่ในพื้นที่มานานก่อนการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติคลองพนม ต่อมาทางอุทยานฯได้ประกาศเขตทับที่ทำกินของชาวบ้านจำนวนหลายพันไร่ในพื้นที่3ตำบล ประกอบด้วย ตำบลพนม ตำบลพลูเถื่อนและตำบลคลองศก ส่วนในด้านการพิสูจน์สิทธินั้นทางผู้นำชุมชนได้นำบัญชีรายชื่อส่งให้เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติคลองพนมเพื่อดำเนินการพิสูจน์สิทธิและขอเพิกถอนจากเขตอุทยานขณะนี้ยังไม่คืบหน้า ถึงแม้จะมีการติดตามอย่างต่อเนื่องก็ยังไม่มีคำตอบจากเจ้าหน้าที่รัฐ