เลขาฯ กช. เผย ร.ร.เอกชนกทม.ปิดตัวเหตุขาดสภาพคล่อง
นายพะโยม ชิณวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ สำนักงานนโยบายและแผน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำรวจตัวเลขโรงเรียนเอกชน ทั้งโรงเรียนสามัญศึกษา และโรงเรียนนอกระบบ ทั้งที่ยังจัดการศึกษาอยู่ ที่ปิดกิจการไปแล้ว ตลอดจนโรงเรียนที่มีแนวโน้มจะปิดกิจการ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการจัดการศึกษาให้เป็นไปตามนโยบาย ทั้งนี้ที่ผ่านมาพบว่า มีโรงเรียนเอกชนทยอยปิดกิจการลงเรื่อย ๆ ซึ่งมีสาเหตุมาจากปัจจัย เช่น อัตราการเกิดของประชากรลดลง ทำให้มีจำนวนเด็กเข้าเรียนน้อย ครูมีการเคลื่อนย้ายหางานใหม่ที่มั่นคงกว่า โดยส่วนใหญ่ จะไปสอบบรรจุเป็นข้าราชการครู รวมทั้งยังมีปัญหาโรงเรียนขาดสภาพคล่องทางการเงิน เป็นต้น
“จากข้อมูลปีการศึกษา 2558 สช.มีโรงเรียนสามัญฯในสังกัด อยู่ 3,845 แห่ง โรงเรียนนานาชาติ 161 แห่ง และโรงเรียนนอกระบบ 8,429แห่ง แต่จากข้อมูลการปิดกิจการของโรงเรียนย้อนหลัง 3 ปี คือ ปี 2557 ปิดกิจการ 9 แห่ง ปี 2558 ปิดกิจการ 27 แห่ง และปี 2559 ปิดกิจการ 7 แห่ง ซึ่งเกือบทั้งหมดจะอยู่ในกรุงเทพมหานคร โดยผมคิดว่า ตัวเลขดังกล่าว ไม่ใช่ตัวเลขที่แท้จริง เมื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ก็พบว่า การปิดกิจการของสถานศึกษา แจ้งปิดที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และไม่มีการส่งข้อมูลมาที่ส่วนกลาง ดังนั้นข้อมูลที่เป็นปัจจุบันน่าจะมีโรงเรียนที่ปิดตัวลงไปแล้วมากกว่านี้ ผมจึงมอบให้สำนักงานโยบายและแผน สช. ไปสำรวจข้อมูลที่แท้จริง เพื่อนำมาวางแผนการพัฒนาได้อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีแนวโน้มจะปิดกิจการ สช.จะเข้าไปดูว่า จะช่วยเหลือให้สามารถจัดการศึกษาที่มีคุณภาพต่อได้อย่างไร”เลขาธิการกช. กล่าว
นายพะโยม กล่าวต่อว่า สำหรับแนวทางการช่วยเหลือ ดูแลโรงเรียนเอกชนนั้นขณะนี้ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ทำเรื่องเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ปรับเพิ่ม การอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน นักเรียนโรงเรียนเอกชนรายบุคคล โดยปรับเพิ่มเงินอุดหนุนสมทบเป็นเงินเดือนครู,เงินสบทบค่าธรรมเนียมโรงเรียนการกุศล,เพิ่มปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน และช่วยเหลือโรงเรียนขนาดเล็ก ใช้งบฯเพิ่มประมาณ 4,170.32 ล้านบาทต่อปี ซึ่งหาก
ครม.อนุมัติก็จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้แก่โรงเรียนเอกชนได้
นอกจากนี้พร้อมด้วยผู้แทนจากสภาการศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ได้เข้าชี้แจงกับกระทรวงการคลัง(กค.) เกี่ยวกับร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าหากรัฐใช้กฎหมายใหม่ เก็บภาษีกับโรงเรียนเอกชน ด้วยจะส่งผลกระทบต่อกิจการของโรงเรียนเอกชน ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งทางกค.ก็เข้าใจ และมีแนวโน้มหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้โรงเรียนเอกชนในทิศทางที่ดีขึ้น




