วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สปีธ' ว่าที่สตาร์ต่อจาก 'วูดส์'

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทุกคนคงทราบกันแล้วว่า “จอร์แดน สปีธ” โปรหนุ่มชาวอเมริกัน ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม

 คว้าแชมป์กอล์ฟรายการ “เอทีแอนด์ที เพ็บเบิล บีช โปร-แอม” ที่แคลิฟอร์เนีย ด้วยผลงานจบ 4 วัน สกอร์รวม 19 อันเดอร์พาร์ 289 นำห่าง เคลลี คราฟต์ เพื่อนร่วมชาติถึง 4 สโตรก พร้อมสอยเงินรางวัลกลับบ้านไปนอนกอดถึง 1.2 ล้านดอลลาร์ (42 ล้านบาท) และเป็นแชมป์แรกของเจ้าตัวในปีนี้ด้วย

แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจและน่าชื่นชมไม่แพ้การคว้าแชมป์คือ สปีธ สามารถทำสถิติคว้าโทรฟี “พีจีเอ ทัวร์” เป็นใบที่ 9 ในชีวิต ก่อนอายุ 24 ปี เทียบเท่ากับอดีตโปรกอล์ฟมือ 1 ของโลก อย่าง “ไทเกอร์ วูดส์” ที่เคยทำไว้เมื่อปี 2000 ส่งผลให้โปรหนุ่มไฟแรง กำลังถูกจับตามองว่าอาจก้าวขึ้นมาประสบความสำเร็จ และกลายมาเป็นตัวแทนของเจ้าของฉายา “พญาเสือ” ที่อายุล่วงเลยมาถึง 41 ปี

ประกอบกับในปัจจุบันยังไม่มีโปรกอล์ฟจากสหรัฐ คนใดที่ครองความยิ่งใหญ่ได้เทียบเท่ากับ “วูดส์” ที่คว้าแชมป์เมเจอร์มาแล้วครบทุกราย หลายคนจึงมองว่า “สปีธ” เหมาะที่จะสืบทอดความยิ่งใหญ่เป็นคนต่อไป

จุดเริ่มต้นสู่วงการกอล์ฟ

“จอร์แดน สปีธ” เกิดเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 1993 เป็นบุตรของ ฌอน สปีธ และ แมรี คริสไทน์ มีน้องสาว 1 คนคือ เอลลี โดยเจ้าตัวเติบโตมาท่ามกลางครอบครัวที่ถือเป็น สปอร์ต แฟมิลี อย่างแท้จริง เนื่องจากพ่อเป็นนักเบสบอลระดับมหาวิทยาลัย ส่วนแม่เป็นผู้เล่นบาสเกตบอล ซึ่งตัวเขาเองได้รู้จักการเล่นกอล์ฟเมื่อตอนที่แม่ได้ซื้อไม้กอล์ฟพลาสติกมาให้เขาฝึกเล่นตั้งแต่ยังเด็ก

จากนั้นเจ้าตัวได้เริ่มเดินทางแข่งขันรายการต่างทั่วประเทศ โดยมีความฝันคือเป็นเสาหลักให้แก่ครอบครัว ก่อนจะคว้าแชมป์ ยูเอส จูเนียร์ อเมเจอร์ ปี 2009 และเข้าสู่เวทีอาชีพด้วยการได้รับเชิญให้ลงเล่นในพีจีเอ ทัวร์ รายการแรกคือ “เอชพี ไบรอน เนลสัน แชมเปียนชิป 2010” โดย สปีธ สามารถผ่านการตัดตัวและจบการแข่งขันในอันดับที่ 16 ร่วม

ต่อมาไม่นานเมื่อมาถึงจุดที่คิดว่ามีประสบการณ์มากเพียงพอ สปีธ ก็ได้ลาออกจากมหาวิทยาลัยเท็กซัส หลังจากเข้าเรียนได้ด้วยระยะเวลาไม่ถึง 3 เดือน ก่อนจะตัดสินใจเทิร์นโปรในปี 2012 ตอนอายุ 19 ปี เพราะมองว่าที่ๆ ตนเองควรอยู่น่าจะเป็นสนามกอล์ฟมากกว่าสะพายเป้ไปมหาวิทยาลัย และเพื่อสานต่อความฝันของตนเองให้สำเร็จ

ปีประวัติศาสตร์

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2015 ในเดือน เม.ย. สปีธ สร้างผลงานได้อย่างช็อกโลก คว้าแชมป์เมเจอร์แรกในการเล่นกอล์ฟอาชีพของตัวเอง ในศึก “เดอะ มาสเตอร์ส” ที่รัฐจอร์เจีย ชนิดนำม้วนเดียวจบ ปิดฉากสกอร์รวม 18 อันเดอร์พาร์ 270 นับเป็นการครองโทรฟีด้วยสกอร์รวมต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ เทียบเท่าสถิติที่ วูดส์ เคยทำไว้

จากนั้นในเดือน ก.ค. โปรหนุ่มไฟแรง ก็มาคว้าแชมป์เมเจอร์ที่สองติดต่อกันในรายการ “ยูเอส โอเพน” ที่วอชิงตัน ดีซี ด้วยสกอร์รวม 5 อันเดอร์พาร์ 275 พร้อมทั้งกลายเป็นแชมป์ที่อายุน้อยสุด ด้วยวัย 21 ปี นับตั้งแต่ บ็อบบี โจนส์ ทำได้เมื่อปี 1923

นอกจากนี้ยังคว้าแชมป์ทัวร์อีก 3 รายการ ประกอบไปด้วย “วัลส์ปาร์ แชมเปียนชิป” ที่ฟลอริดา, “จอห์น เดียร์ คลาสสิก” ที่อิลลินอยส์ และ เฟดเอ็กซ์ คัพ “ทัวร์ แชมเปียนชิป” ที่รัฐจอร์เจีย จึงไม่แปลกใจเลยที่เจ้าตัวจะถูกเลือกให้คว้าตำแหน่งผู้เล่นแห่งปีของพีจีเอทัวร์ไปครอง พร้อมกับขึ้นไปครองบัลลังก์มือ 1 ของโลกในเวลานั้น

สปีธ ยังกลายเป็นนักกอล์ฟที่ทำเงินสูงสุดของปี โดยโกยไปทั้งสิ้น 22 ล้านดอลลาร์ (770 ล้านบาท) แบ่งเป็นแชมป์ต่างๆ 12 ล้านดอลลาร์ (420 ล้านบาท) และโบนัสจากแชมป์เฟดเอ็กซ์คัพ 10 ล้านดอลลาร์ (350 ล้านบาท) ทิ้งห่างพญาเสือขาดลอย ที่ทำได้ทั้งปีแค่เพียง 448,598 ดอลลาร์ (15 ล้านบาท)

ตัวตายตัวแทน

ขณะเดียวกันในปี 2016 ที่ผ่านมา สปีธ คว้าแชมป์ได้อีก 2 รายการคือ “ฮุนได ทัวร์นาเมนต์ ออฟ แชมเปียนส์” ที่ฮาวาย และ “ดีน แอนด์ เดลูกา อินวิเตชันแนล” ที่เท็กซัส รวมถึงยังเป็นขุนพลหลักในทีมสหรัฐ ลงทำศึก “ไรเดอร์คัพ 2016” ก่อนที่สุดท้ายทีมจากแดนลุงแซมจะคว้าชัยเหนือทีมยุโรปได้เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี

ด้วยผลงานที่ผ่านมาของยอดโปรจากเท็กซัส เป็นการบ่งบอกว่าถึงเวลาของนักกอล์ฟหนุ่มแล้วที่ควรจะเป็นทายาทรับมรดกตกทอดจาก วูดส์ ในวัย 41 ปี ที่เริ่มที่จะโรยราไปตามสภาพ และไม่มีโทรฟีติดมือมาแล้วกว่า 4 ปี

นอกจากการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศด้วยการคว้าแชมป์ในระดับบุคคล และระดับชาติแล้ว เจ้าตัวยังถือเป็นขวัญใจของชาวมะกันหลายคน เนื่องจากเป็นผู้ใจบุญก่อตั้งมูลนิธิ “จอร์แดน สปีธ แฟมิลี ฟาวน์เดชัน” เพื่อช่วยเหลือเด็กพิเศษ, ครอบครัวทหาร, เด็กเยาวชนที่สนใจในกีฬากอล์ฟ และเด็กที่ยากไร้ จึงไม่แปลกใจที่เจ้าตัวจะได้รับการสนับสนุนจากคนในชาติให้สืบทอดตำนานต่อจาก วูดส์ และกลายมาเป็นความหวังใหม่แห่งวงการกอล์ฟสหรัฐ

จากนี้บทพิสูจน์ขั้นต่อไป ของ สปีธ ที่รั้งตำแหน่งมือ 6 ของโลกในปัจจุบัน คือการคว้าแชมป์เมเจอร์ให้ครบทุกรายการเหมือนกับที่ วูดส์ เคยทำได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเนื่องจากที่ต้องพบเจอคู่แข่งตัวฉกาจร่วมยุคอย่าง เจสัน เดย์ จากออสเตรเลีย, รอรี แมคอิลรอย จากไอร์แลนด์เหนือ หรือกระทั่ง ดัสติน จอห์นสัน รุ่นพี่เพื่อนร่วมชาติ อย่างไรก็ตาม หากทำสำเร็จไม่แน่ว่า สปีธ อาจสร้างตำนานบทใหม่ที่เหนือกว่า วูดส์ ในอนาคตก็เป็นได้