ตร.ยันสาวสปาภูเก็ต เป็นผู้ต้องหาตัวจริงไม่ใช่แพะ
ตำรวจตรัง ชี้สาวร้านสปาฯภูเก็ต ร้องยธ.ว่าตกเป็นแพะคดีชิงทรัพย์ หลังศาลสั่งคุก10ปี อยู่ระหว่างยื่นอุทธรณ์ ยันไม่จับแพะ-มีภาพกล้องวงจรปิด
จากกรณีที่ น.ส.ปวิตรา กองกำพล อายุ 32 ปี หรือพลอย สาวร้านนวดสปา ในพื้นที่ ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต เข้าร้องขอความช่วยเหลือและความเป็นธรรมกับสำนักงานยุติธรรมจังหวัดภูเก็ตว่า ถูกตำรวจ สภ.หาดสำราญ จ.ตรัง จับกุมเป็นจำเลยในคดีอาญา ความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายต่อกายหรือใจ เหตุเกิดเมื่อปี 2554 ในพื้นที่ สภ.หาดสำราญ จ.ตรัง โดยทรัพย์ได้ไป ประกอบด้วย สร้อยคอทองคำ ,สร้อยข้อมือทองคำ ,แหวนทองคำ และพระพุทธโสธร รูปหล่อ เนื้อสัมฤทธิ์เลี่ยมทองคำ มูลค่าประมาณ 779,000 บาท และต่อมาถูกศาลชั้นต้น จ.ตรัง พิพากษาตัดสินจำคุก เป็นเวลา 10 ปี โดยยืนยันว่าตำรวจจับผิดคน และกลายเป็นแพะในคดีดังกล่าว จึงอยากเรียกร้องความเป็นธรรม
ที่กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดตรัง พ.ต.อ.ประทีป เทพไชย ผู้กำกับการ สภ.หาดสำราญ เจ้าของท้องที่เกิดเหตุ กล่าวว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2554 ตนเองมารับตำแหน่งผู้กำกับการ สภ.หาดสำราญ เมื่อปี 2556 โดยในปี 2559 สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีนโยบายให้ทุกโรงพักเร่งรัดจับกุมผู้ต้องหาในคดีค้างเก่าทั้งหมด ซึ่ง สภ.หาดสำราญมีคดีค้างเก่าขณะนั้นประมาณ 20 คดี รวมทั้งคดีนี้เลขที่ 90/2554 ระหว่างนายศิริชัย กัลพัตร์ อายุ 39 ปี (ขณะเกิดเหตุ) ชาวจ.นครสวรรค์ อาชีพปล่อยดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งเป็นผู้เสียหายถูกมอมยาแล้วรูดทรัพย์ กับนางสาวปวิตรา หรือพลอย กองกำพล ปัจจุบัน อายุ 31 ปี ชาวจ.ราชบุรี อาชีพร้านนวดสปา จ.ภูเก็ต
โดยยืนยันว่า ตำรวจไม่ได้จับกุมแพะ หรือจับกุมผิดตัวอย่างแน่นอน เพราะหลังเกิดเหตุจากการสอบปากคำผู้เสียหายและหลักฐานสำคัญนำมาซึ่งศาลอนุมัติหมายจับคือ ผู้เสียหายให้การยืนยันว่า ผู้ต้องหาคนดังกล่าวเป็นผู้กระทำผิด พร้อมยืนยันภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพผู้ต้องหาได้ภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในจังหวัดตรัง ขณะผู้เสียหายพาผู้ต้องหาไปเที่ยว โดยในชั้นพนักงานสอบสวน ผู้ต้องหาปฏิเสธยืนยันว่าไม่ได้กระทำผิด แต่ทางตำรวจก็รวบรวมหลักฐาน และนำสำนวนคดีส่งอัยการ และอัยการก็มีความเห็นสั่งฟ้องศาลตามมา ส่วนในชั้นอัยการ รวมทั้งในชั้นศาล ผู้ต้องหาให้การยอมรับหรือปฏิเสธทางตนเองไม่ทราบ
จนกระทั่งศาลชั้นต้นจังหวัดตรังพิพากษาตัดสินจำคุกเป็นเวลา 10 ปี โดยยืนยันตำรวจทำตามพยานหลักฐานที่ชัดเจน ถูกต้อง ไม่มีการจับแพะหรือจับผิดตัวอย่างแน่นอน
ส่วนที่ผู้ต้องหา (จำเลย ) ไปร้องเรียนสำนักงานยุติธรรมจังหวัดภูเก็ต กล่าวหาว่าตำรวจจับแพะ พร้อมเรียกร้องความเป็นธรรมนั้น มองว่าเป็นพฤติกรรมเลียนแบบจากครูจอมทรพัย์ ซึ่งก็เป็นสิทธิ์ที่สามารถกระทำได้ โดยขณะนี้ทางตำรวจยังไม่ได้รับหนังสือหรือการติดต่อประสานงานใดๆจากสำนักงานยุติธรรมจังหวัดภูเก็ต ซึ่งหากมีการประสานมาก็พร้อมจะชี้แจง และยืนยันตามข้อเท็จจริงและหลักฐานที่มีว่า ทางตำรวจทำงานอย่างเต็มที่ไม่มีการจับแพะอย่างแน่นอน ส่วนการรื้อฟื้นคดี หรือการสอบสวนใหม่ ทางตำรวจไม่สามารถกระทำได้ เพราะขณะนี้อยู่ในระหว่างชั้นศาล ซึ่งทางฝ่ายจำเลยหากเห็นว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมก็สามารถยื่นเรื่องอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ได้







