วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เหตุผลที่คนรัก 'โรเจอร์ เฟเดอเรอร์'

หากจะพูดถึง 1 ในนักเทนนิสชาย ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก และอยู่ในวงการมาอย่างยาวนาน หลายคนคงจะนึกถึงชื่อของ “โรเจอร์ เฟเดอเรอร์”

 นักหวดวัย 35 ปีชาวสวิตเซอร์แลนด์ ที่โลดแล่นอยู่ในวงการเทนนิสอาชีพมาแล้วเกือบ 20 ปี

โดยเมื่อช่วงปลายเดือนที่แล้ว เจ้าตัวเพิ่งโชว์ผลงานคว้าแชมป์แกรนด์สแลมแรกของปีอย่าง “ออสเตรเลียน โอเพน 2017” ด้วยการคว่ำ ราฟาเอล นาดาล คู่ปรับชาวสเปน แบบสนุก 3-2 เซต ส่งผลให้เขากลายเป็นผู้เล่นคนแรก ที่คว้าแชมป์แกรนด์สแลมครบ 5 สมัยได้ถึง 3 รายการ และเป็นผู้เล่นอายุมากสุด ที่ประสบความสำเร็จในรายการใหญ่นับตั้งแต่ เคน โรสวอลล์ ทำไว้ในรายการดังกล่าวเมื่อปี 1972

แม้ในขณะนี้ “เฟดเอ็กซ์” จะตกมาเป็นมือ 10 ของโลก แต่เวลาที่เขาลงแข่ง สื่อทั่วโลกต่างพร้อมทำข่าวของเขาออกหน้าหนึ่ง รวมถึงแฟนๆ ก็จะตามไปเชียร์นักหวดรายนี้แบบเต็มสนามเสมอ ซึ่งถ้า เฟเดอเรอร์ ไม่ใช่ขวัญใจของใครหลายคน เขาคงจะอยู่มาถึงจุดนี้ไม่ได้ แล้วมีเหตุผลอะไรบ้าง ที่ทำให้ผู้คนต่างรักผู้ชายคนนี้?

ความสำเร็จ

สำหรับ เฟเดอเรอร์ ถือเป็นนักเทนนิสในอันดับต้นๆของวงการในขณะนี้ ที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม โดยเขาคว้าแชมป์ในเทนนิส“แกรนด์สแลม”ไปแล้วทั้งหมด 18 สมัย โดยแบ่งเป็น ออสเตรเลียน โอเพน 5 สมัย เฟรนช์ โอเพน 4 สมัย วิมเบิลดัน 7 สมัย และยูเอส โอเพน 5 สมัย ซึ่งจากความสำเร็จดังกล่าวทำให้มีแฟนๆตั้งแต่รุ่นเล็กไปจนถึงรุ่นใหญ่คอยติดตาม และให้กำลังใจเขาอยู่เสมอ

ลีลาในสนาม

ส่วนอีกเหตุผลที่ทำให้นักหวดชาวสวิสรายนี้ เป็นที่รักของแฟนๆ คือเรื่องของลีลาการตีในสนาม ซึ่งถ้าใครติดตามนักเทนนิสรายนี้ เจ้าตัวจะมีลูกเก่งที่ใช้ประจำ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นท่าไม้ตายเลย นั่นก็คือ ลูกแบ็กแฮนด์มือเดียว ที่มีประสิทธิภาพ ทรงพลัง และแม่นยำ จนยากจะหาใครมาเลียนแบบได้ นอกจากนั้นเวลาแข่งขัน เขามักจะเล่นด้วยรอยยิ้ม และมีท่าการตีซึ่งทำให้แฟนๆ รวมถึงคู่แข่งแปลกใจอยู่เสมอ เช่น การตีลูกลอดขา เป็นต้น

น้ำใจนักกีฬา

เฟเดอเรอร์ ถือเป็นผู้เล่นที่มีน้ำใจนักกีฬาอันดับต้นๆของวงการ โดยเขามักจะให้เกียรติคู่แข่งเสมอ รวมถึงมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมอาชีพทุกคนโดยไม่ถือตัวว่าตนเองเป็นคนดังแต่อย่างใด จนส่งผลให้เขาคว้ารางวัล “สเตฟาน เอ็ดเบิร์ก สปอร์ตแมนชิพ อวอดส์” ซึ่งเป็นรางวัลที่ทางสหพันธ์เทนนิสอาชีพชาย หรือ เอทีพี จะมอบให้กับนักเทนนิสที่มีน้ำใจนักกีฬามากที่สุดแห่งปี โดยคัดเลือกจากคะแนนโหวตของเพื่อนร่วมอาชีพมาครองถึง 12 สมัย นับตั้งแต่ปี 2004 มาจนถึงปัจจุบัน และได้รับการยกย่องว่าเป็น “สุภาพบุรุษหมายเลข 1 ของวงการเทนนิส”

ความอ่อนไหว

นอกจากนั้นอีกสิ่งหนึ่งที่เราจะเห็นได้บ่อยๆจากตัวของ เฟเดอเรอร์ คือ ความอ่อนไหว ที่เขามักจะร้องไห้เวลาได้แชมป์ ซึ่งมันเกิดจากความตื้นตันที่ประสบความสำเร็จ และอยากขอบคุณแฟนๆที่ให้กำลังใจ โดยมีเหตุการณ์หนึ่งที่ความดีใจของเฟเดอเรอร์ หลั่งออกมาเป็นน้ำตา คือเมื่อปี 2006 ซึ่งนักหวดชาวสวิสคว้าแชมป์ ออสเตรเลียน โอเพน เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน หลังจากเขารับถ้วยแชมป์เสร็จ เจ้าตัวก็ร้องไห้ออกมา และเริ่มพูดอะไรไม่ออก ซึ่งจากนั้นเขาก็กล่าวคำขอโทษที่ร้องไห้ต่อหน้าผู้คนมากมาย จนหลายคนกลายเป็นแฟนของ “เฟดเอ็กซ์” อย่างเต็มตัวจากเหตุผลนี้

ไลฟ์สไตล์

     เฟเดอเรอร์ เป็นไอดอลของผู้ชายหลายๆคน เช่น เรื่องการแต่งตัวซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเขาแต่งตัวได้เรียบหรู และมีสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นยามอยู่ในสนาม หรือออกงานสังคม จนได้รับตำแหน่งผู้ชายที่แต่งตัวดูดีมากที่สุดของปี 2016 จากนิตยสาร “จีคิว” รวมไปถึงเรื่องความเป็นแฟมิลีแมน ที่ตั้งแต่พา เมียร์กา อดีตนักหวดสาวเพื่อนร่วมชาติเข้าประตูวิวาห์เมื่อปี 2009 ก็ไม่เคยมีข่าวเสียหายใดๆ แถมยังให้เวลาดูแลลูกๆทั้ง 4 คนอย่าง มีลา โรส, ชาร์ลีน ริวา, ลีโอ และเลนนาร์ด จนเป็นครอบครัวตัวอย่างคู่หนึ่งของวงการกีฬา

ความใส่ใจแฟนๆ

นักหวดชาวสวิสรายนี้ถือเป็นคนที่ดูแลและใส่ใจแฟนๆดีมากมาตั้งแต่สมัยเริ่มเล่นเทนนิส โดยมีหลายเหตุการณ์ที่เขาแสดงออกให้เห็นว่ารักแฟนเทนนิสขนาดไหน เช่น เมื่อปีที่แล้วในศึกยูเอส โอเพน แฟนๆของเขาต่างพากันเบียดเพื่อมาขอลายเซ็นเขา แต่มีเด็กน้อยคนหนึ่งถูกเบียดจนร้องไห้ ซึ่ง เฟดเอ็กซ์ ก็ไม่รอช้า ที่จะไปช่วยเหลือแฟนรุ่นจิ๋วคนนั้น พร้อมปลอบ และพูดคุยอย่างเป็นกันเองอีกด้วย ซึ่ง เฟเดอเรอร์ เคยให้สัมภาษณ์ถึงตัวเองว่า “สิ่งสำคัญที่ทำให้ผมมีความสุขก็คือ เปิดใจให้กว้าง ซื่อสัตย์ คิดบวก และเป็นกันเองกับทุกคน”

ทำงานเพื่อการกุศล

เมื่อมีเวลาว่าง เฟเดอเรอร์ มักจะไปทำงานเพื่อการกุศลอยู่เสมอ ทั้งการลงพื้นที่ช่วยเหลือเด็กยากไร้ หรือการจัดเทนนิสการกุศลเพื่อหาเงินช่วยผู้ประสบภัยธรรมชาติ นอกจากนั้นยังเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิ “โรเจอร์ เฟเดอเรอร์” ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสด้านการศึกษา และการเล่นกีฬาด้วย

ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมา จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมผู้คนทั่วโลกถึงรักผู้ชายคนนี้ และยกย่องให้เขาเป็นนักเทนนิสที่อยู่ในระดับ G.O.A.T. (Greatest of All Time) หรือ “ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล” ของวงการเป็นที่เรียบร้อย