วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

The Inside Line : สู่ความเท่าเทียม

เวลาเรานึกถึงจักรยาน เรานึกถึงอะไรก่อน คนส่วนใหญ่น่าจะนึกถึงมัน ในฐานะเครื่องมือสำหรับออกกำลังกาย และกิจกรรมกลางแจ้งครับ

แต่เชื่อว่าน้อยคนจะมองจักรยานในฐานะ เครื่องมือที่นำไปสู่ความเท่าเทียมทางเพศอย่างแน่นอน

มนุษย์สร้างจักรยานครั้งแรกช่วงกลางปี 1880 ในประเทศอังกฤษ ซึ่งมาพร้อมๆ กับการเกิดขึ้นของแนวคิดสตรีนิยมครับ โดยไม่กี่ปีให้หลังการปั่นจักรยานกลายเป็นกิจกรรมสันทนาการสำหรับผู้มีอันจะกิน จนเป็นยานพาหนะที่กระจายไปทั่วยุโรป และเปลี่ยนมาเป็นยานพาหนะสำหรับการขนส่ง รวมถึงเดินทางของชนชั้นล่าง

แต่สำหรับสตรีในยุคนั้น จักรยานเป็นยิ่งกว่าแค่ยานพาหนะ ในยุควิคทอเรียนที่สตรีเพศถูกจำกัดเสรีภาพในหลายมิติ จักรยานเป็นเครื่องมือให้พวกเธอหลบหนีจากการกักขังทางสังคม นอกจากจะใช้เป็นพาหนะสัญจรได้อย่างอิสระแล้ว ยังช่วยสร้างความแข็งแรงทั้งทางกาย และใจด้วย ในปี 1895 หลุยส์ เจย์ นักเขียนหญิงกล่าวว่า “ราวกับเป็นตะวันแห่งการปลดแอก เด็กสาวรุ่นใหม่ใช้จักรยานในการแสดงหาอิสรภาพ กับความรู้สึกที่ถูกปลดปล่อยเมื่อพวกเธอไม่ถูกกีดกันทางกายภาพอีกต่อไป นอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงมากขึ้นแล้ว เด็กสาวยังได้พัฒนาจิตใจจากการปั่นอีกด้วย”

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยกับการให้ผู้หญิงออกปั่น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ชายยังมีอำนาจเป็นใหญ่ครับ เพราะในสมัยนั้นสังคมยังมองว่ามันเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่งาม การที่หญิงสาวยกขาควงปั่นจักรยานบนเบาะที่เรียวแหลม “อาจจะทำให้เกิดการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศได้” จนกระทั่งมีการผลิตจักรยานที่ออกแบบให้บันไดอยู่ข้างเดียวกัน เพื่อที่ผู้หญิงจะได้ไม่ต้องแยกขาปั่น แถมยังปรับรูปทรงเบาะให้ทื่อ แม้แต่แพทย์ในสมัยนั้นก็มีการวินิจฉัยที่ออกมาในแนวต่อต้าน ในปี 1897 แพทย์ชาวอเมริกันคนหนึ่งอ้างว่า “สตรีอาจจะเป็นโรคบิดได้จากการปั่นจักรยานต่อเนื่องเป็นเวลานานต่อกัน และอาจจะล้มสลบเสียสติได้ง่ายๆ”

ถึงจะมีการต่อต้านอยู่บ้าง แต่จักรยานก็ทำหน้าที่เป็นพลังขับเคลื่อนให้ผู้หญิงเริ่มมีสิทธิเท่าเทียมชายอย่างชัดเจน ผู้หญิงปั่นจักรยานเป็นภาพลักษณ์ใหม่ที่ปลดเปลื้องแนวคิด และจารีตปฏิบัติเก่าๆ ที่สตรีเพศต้องทำหน้าที่เลี้ยงดูลูก และสามีในบ้าน ไม่มีสิทธิออกไปไหนทำอะไรด้วยตัวเอง ซึ่งจักรยานเป็นเสมือนเครื่องมือแห่งอิสรภาพ ที่ช่วยให้สตรีสามารถออกพ้นจากบ้านของตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งสามีอีกต่อไป อิสรภาพที่จักรยานมอบให้สตรีหลายคนในยุคนั้น เป็นแรงผลักดันหลักที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหว เพื่อสิทธิในการเลือกตั้งของเพศหญิงทั้งในสหรัฐอเมริกา และในยุโรปหลายประเทศ รวมถึงทำให้สตรีมีส่วนร่วมในวาระทางสังคม และวัฒนธรรมของประเทศมากขึ้นด้วย

ในประเทศที่มีความเจริญระดับหนึ่งแล้ว เราอาจจะเห็นว่าการปั่นจักรยานเป็นเรื่องธรรมดา จะเพศไหน อายุเท่าไรก็ปั่นได้ แต่เชื่อไหมครับว่าอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะในแอฟริกา ยังมีวัฒนธรรมที่ต่อต้านไม่ให้สตรีขึ้นปั่นจักรยานด้วยที่เห็นว่ามันเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่เหมาะสม แต่ขณะเดียวกัน เรื่องเล็กๆ อย่างการห้ามสตรีปั่นจักรยาน กลับทำร้ายประเทศทั้งในเชิงเศรษฐศาสตร์ และสังคม ประเทศในแอฟริกาหลายประเทศยังขาดความเจริญ และการเดินทางนั้นไม่สะดวก ผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีกำลังซื้อรถยนต์ เมื่อสตรีเดินทางไม่สะดวก การออกไปทำงาน หรือไปเรียนหนังสือก็เป็นเรื่องยากหรือแทบเป็นไปไม่ได้

ปัจจุบันมีโครงการมากมายจากทั้งภายในทวีป และความช่วยเหลือจากภายนอกที่ต้องการจะเปลี่ยนแนวคิดนี้ โดยการบริจาคจักรยานเป็นจำนวนมาก สู่ประเทศในทวีปแอฟริกาเพื่อช่วยเรื่องการคมนาคมพื้นฐาน และเป็นการกระตุ้นความเคลื่อนไหวและความเท่าเทียมทางสังคม เพื่อให้เด็กและสตรีมีโอกาสที่ดีขึ้นในชีวิต เหมือนกับที่จักรยานได้ทำหน้าที่เป็นใบเบิกทางสู่เสรีภาพแด่สตรียุโรปและอเมริกา เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วนั่นเองครับ